agingthai

สังคมสูงวัย สงครามใหม่ของคนไทย

ภาวะล้มละลายบั้นปลายชีวิต สงครามใหม่ของคนไทย... อีก 10 ปีเจอแน่!! โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

**คลิปที่วัยรุ่น และผู้ใหญ่ทุกคนควรดู** CLICK!

คุณจะต้องเจออะไรในอนาคต พร้อมทางออกที่"ต้อง"เตรียมตัวให้ดี..!!!

 

ค่านิยม MOPH DMS

บำบัดรักษาโรคได้ด้วยดนตรี

บำบัดรักษาโรคได้ด้วยดนตรี / ดร.แพง ชินพงศ์

นอกจากดนตรีจะเป็นสื่อทางศิลปะที่ช่วยจรรโลงใจของมนุษย์ให้มีความรื่นรมย์ เพลิดเพลิน มีความรู้สึกเป็นสุข สนุกสนานและช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบันยังได้มีผู้นำดนตรีเข้ามามีบทบาทในการช่วยบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั้งทางจิตใจและร่างกายอีกด้วย

ซึ่งมีการบันทึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 5,000 ปีมาแล้วว่า ชนชาติกรีกเป็นชนชาติแรกที่นำดนตรีมาบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตใจ รักษาโรคซึมเศร้าและลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย ในปัจจุบันได้มีการนำดนตรีเข้ามาฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ และช่วยบำบัดรักษาผู้ที่เจ็บป่วยร่างกายและผู้ที่มีปัญหาทางจิตประสาท จึงทำให้เกิดศาสตร์แขนงใหม่ขึ้นที่เรียกว่า “ดนตรีบำบัด” (Music Therapy) ซึ่งเป็นการนำดนตรีมาใช้ในการแพทย์ เพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และร่างกาย โดยคำนึงถึงวัย และอาการของผู้ป่วย โดยในปี ค.ศ.1944 มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน (Michigan State University East Lancing) เป็นสถาบันแรกที่นำเอาวิชาดนตรีบำบัดบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษา แสดงให้เห็นถึงการเป็นที่ยอมรับในทางวิชาการว่าดนตรีบำบัดมีประโยชน์จริงๆ
       
       ดนตรีสามารถนำมาบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง
       
       1.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาคนพิการ ผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
       
       มีการนำดนตรีมาช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยใช้ดนตรีเข้ามากระตุ้นให้เกิดกำลังใจและกำลังกาย เช่น กรณีของผู้ป่วยเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ซึ่งการนำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยนั้นไม่ได้ทำให้เพื่อให้หายขาดจากโรค
       
       แต่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นได้ โดยเสริมกับการรักษาของแพทย์และยาควบคู่ไปด้วยกัน การให้ผู้ป่วยได้เล่นเครื่องดนตรี ได้เคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ ไปตามจังหวะดนตรี เช่น การได้ขยับแข้งขา ได้หมุนข้อมือและข้อศอก ได้งอและเหยียดมือ การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ออกแรง เคลื่อนไหว ยืดและหด จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงได้มากขึ้น เมื่อร่างกายใช้งานได้มากขึ้น ก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดกำลังใจที่จะต้อสู้กับความเจ็บป่วยได้ดีขึ้นตามไปด้วย
       
       2.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยที่ร่างกายได้รับการบาดเจ็บ
       
       ในกรณีที่ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุจนร่างกายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ การให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมดนตรีบำบัดจะช่วยทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นได้ โดยการฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองช้าเบาสบาย ที่มีเสียงธรรมชาติประกอบ เช่น เสียงนกร้องเบาๆ เสียงฝนหรือน้ำไหลเบาๆ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย มีจินตนาการไปตามเสียงดนตรี ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ป่วยลดความเจ็บปวดและลดความวิตกกังวลลงได้
       
       3.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
       
       เป็นที่ทราบกันว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งมักจะมีอาการเจ็บปวดร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งนอกจากจะเจ็บปวดทางด้านร่างกายมากแล้วยังต้องเผชิญกับความเครียดเป็นอย่างมากอีกด้วย ซึ่งมีงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับการนำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดังนี้
       
       - Zimmermanและคณะ (1989) พบว่า ดนตรีสามารถช่วยลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็งได้
       
       - Beck (1991) ศึกษาถึงผลของประเภทดนตรีที่ผู้ป่วยชอบต่อระดับความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง โดยให้กลุ่มตัวอย่างเลือกฟังเพลงที่ชอบประเภทผ่อนคลาย 7 ชนิด เช่น เพลงคลาสสิก, แจ๊ส, ร็อก โดยให้เปิดฟังวันละ 2 ครั้งๆ ละนาน 45 นาที เป็นเวลา 3 วัน จากผลการศึกษาพบว่า ความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
       
       - วัลลภา สังฆโสภณ (1993) ศึกษาถึงผลของดนตรีต่อความปวดและทุกข์ทรมานในผู้ป่วยมะเร็ง จากผลการศึกษาพบว่า เมื่อผู้ป่วยได้ฟังดนตรีจะมีความปวดและทุกข์ทรมานน้อยกว่าขณะไม่ได้ฟังดนตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
       
       - Smith M และคณะ (2001) ศึกษาถึงผลของดนตรีต่อการลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งในระหว่างการฉายรังสีรักษาพบว่า มีแนวโน้มว่าดนตรีมีส่วนช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยลงได้
       
       4.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยทางจิตประสาท
       
       ปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้ในการบำบัดและปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยทางจิตประสาทมากขึ้น เพราะดนตรีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและอารมณ์โดยตรง ดังนั้น การให้ผู้ป่วยทางจิตประสาทได้ทำกิจกรรมดนตรี จะช่วยทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้ โดยผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีอารมณ์รุนแรง สามารถบำบัดได้ด้วยการให้ฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองและจังหวะช้าๆ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ใจเย็น และลดความก้าวร้าวลงได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมซึมเศร้า เครียด เก็บตัว สามารถบำบัดได้ด้วยการให้ฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองและจังหวะร่าเริงแจ่มใส ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ดีขึ้นและรู้สึกผ่อนคลายความเครียดมากขึ้น
       
       นอกจากนี้ การให้ผู้ป่วยได้เล่นเครื่องดนตรี เช่น ขลุ่ย กีตาร์ คีย์บอร์ด ก็ยังช่วยให้ผู้ป่วยได้แสดงออกทางด้านอารมณ์ผ่านทางการเล่นดนตรี ซึ่งเป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยทำให้ผู้ป่วยมองโลกในแง่ดี และมีอารมณ์ดี จึงส่งผลให้ผู้ป่วยทางด้านจิตประสาทซึ่งมีปัญหาทางด้านอารมณ์โดยตรงมีอาการดีขึ้นจนถึงขั้นหายป่วยได้ในที่สุด
       
       นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการนำดนตรีมาช่วยบำบัดรักษาเด็กพิเศษ ผู้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ระยะสุดท้าย เพื่อช่วยให้คนเหล่านี้มีจิตใจที่มีสันติสุข (peaceful) เสียงดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมีพลังลี้ลับมหัศจรรย์อยู่ภายในที่สามารถจะช่วยกระตุ้นให้มนุษย์เกิดพลังกายในการต่อสู้กับโรคร้ายและมีพลังใจที่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปนานๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก  ผู้จัดการออนไลน์

ไทย“รองแชมป์” สิงคโปร์นำโด่ง ผู้สูงอายุมากสุดในอาเซียน

ไทย“รองแชมป์” สิงคโปร์นำโด่ง ผู้สูงอายุมากสุดในอาเซียน

เสนอปรับนิยามใหม่ 60ปี เป็น 65ปี

          พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ ผจก.แผนงานพัฒนาองค์ความรู้เพื่อมโนทัศน์ใหม่ของนิยามผู้สูงอายุและการเกษียณที่เหมาะสม มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส)  ระบุในงานเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อพิจารณานโยบายของนิยามผู้สูงอายุ และอายุการทำงานที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย จัดขึ้นโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนรองรับงานด้านประชากร เพื่อรับมือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงอายุในอนาคต  เพราะขณะนี้ประชากรวัยเด็กและวัยทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด  โดยพบว่าไทยมีอัตราส่วนพึ่งพิงวัยแรงงานมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง คือในปี พ.ศ.2551 มีอัตราส่วนวัยแรงงาน 6 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ต่อมาปี พ.ศ. 2553มีอัตราส่วนวัยแรงงาน 5.7 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในปี พ.ศ. 2563 คาดว่าจะมีอัตราส่วนวัยแรงงาน 4 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน  และในปี พ.ศ. 2573  จะมีอัตราส่วนวัยแรงงาน 2 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน  ซึ่งขณะนี้จำนวนประชากรผู้สูงอายุมีมากที่สุด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ 

          ดร.อรพินท์  สพโชคชัย หัวหน้าโครงการวิจัยการจัดทำภาพรวมผลการศึกษาและการกำหนดกรอบนโยบาย  ตามนิยามขององค์การสหประชาติจะเห็นได้ชัดว่าสังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) มีผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 10 ของประชากร และจากการสรุปย่อ การศึกษาบทเรียนและประสบการณ์จาก 5 ประเทศ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว และจะมีสัดส่วนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น  เฉพาะในอาเซียนสิงคโปร์นำหน้าเรื่องจำนวนผู้สูงอายุมีประเทศไทยรั้งเป็นอันดับ 2 ดังนั้นประเทศต่างๆกำลังเผชิญประเด็นท้าทายเรื่องผู้สูงอายุว่าจะรับมืออย่างไร ทั้งเรื่องบำเหน็จบำนาญ โครงสร้างพื้นฐาน กำลังคนแรงงาน


            เมื่อไปเจาะลึกใน 5 ประเทศเหล่านี้ ปัญหาที่พบเหมือนกันคือด้านเศรษฐกิจ บำเหน็จบำนาญของภาครัฐ ผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอใช้ในวัยที่เลิกทำงาน เกิดความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น โดยในประเทศอังกฤษ มีแผนระยะยาวกำหนดให้ แรงงานชายเกษียณ 65 ปี แรงงานหญิงเกษียณ 60 ปี (ปี พ.ศ.2563 จะเป็น 65 ปี) และมีแผนที่จะขยายเป็น 66 – 68 ปี ในปี พ.ศ. 2573– 2593 (เพิ่ม 1 ปีทุกๆ 10 ปี)ประเทศญี่ปุ่น เดิมกฏหมายกำหนดการเกษียณอายุที่ 60 ปี และภายในปี พ.ศ. 2556 จะต้องขยายเป็น 65 ปี  ส่วนสิงคโปร์ ปี พ.ศ.2542  กำหนดอายุการทำงานที่ 62 ปี มีแนวโน้มที่จะขยายเป็น 65-67 ปี ในอนาคตแรงงานสามารถทำงานต่อได้ตามความสมัครใจ

                ดร.อรพินท์ ระบุด้วยว่า ความก้าวหน้าในการเตรียมการเรื่องของกฎหมายในแต่ละประเทศมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนเม.ย.2556  เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการประกาศใช้กฎหมาย หลังจากใช้เวลาหลายปีเพื่อทำกฎหมายขยายเวลาเกษียณอายุมานาน เพราะมีการต่อต้านกันมาก โดยออกกฎหมายว่าเอกชนต้องจ้างงานถึงอายุ 60ปี แต่ให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ปีพ.ศ 2559 ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 300 คนขึ้นไปก่อน ส่วนในปี พ.ศ. 2560  ให้มีผลบังคับใช้ทุกหน่วยงาน 

                ดร.อรพินท์ ระบุด้วยปัญหาและอุปสรรคในหลายประเทศ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเพณีความเชื่อต่างๆ นิยามของคำว่าผู้สูงอายุใหม่  ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนนโมทัศน์ว่าด้วยนิยามผู้สูงอายุใหม่ว่า  60 ปี หรือ 65 ปีไม่แก่ ที่สำคัญมีหลายประเทศมองคนแก่เป็นเชิงลบ ไม่มีคุณค่า มีการต่อต้านในภาคเอกชนโดยเอกชนจะมองที่ผลกำไรมาก่อน 


 ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
448023
TodayToday52
YesterdayYesterday130
This_WeekThis_Week1030
This_MonthThis_Month2665
All_DaysAll_Days448023
3.93.75.242