agingthai

บำบัดรักษาโรคได้ด้วยดนตรี

บำบัดรักษาโรคได้ด้วยดนตรี / ดร.แพง ชินพงศ์

นอกจากดนตรีจะเป็นสื่อทางศิลปะที่ช่วยจรรโลงใจของมนุษย์ให้มีความรื่นรมย์ เพลิดเพลิน มีความรู้สึกเป็นสุข สนุกสนานและช่วยผ่อนคลายความเครียดแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงยุคปัจจุบันยังได้มีผู้นำดนตรีเข้ามามีบทบาทในการช่วยบำบัดรักษาและฟื้นฟูทั้งทางจิตใจและร่างกายอีกด้วย

ซึ่งมีการบันทึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 5,000 ปีมาแล้วว่า ชนชาติกรีกเป็นชนชาติแรกที่นำดนตรีมาบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตใจ รักษาโรคซึมเศร้าและลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย ในปัจจุบันได้มีการนำดนตรีเข้ามาฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการ และช่วยบำบัดรักษาผู้ที่เจ็บป่วยร่างกายและผู้ที่มีปัญหาทางจิตประสาท จึงทำให้เกิดศาสตร์แขนงใหม่ขึ้นที่เรียกว่า “ดนตรีบำบัด” (Music Therapy) ซึ่งเป็นการนำดนตรีมาใช้ในการแพทย์ เพื่อบำบัดรักษาผู้ป่วยทั้งทางด้านจิตใจ อารมณ์และร่างกาย โดยคำนึงถึงวัย และอาการของผู้ป่วย โดยในปี ค.ศ.1944 มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน (Michigan State University East Lancing) เป็นสถาบันแรกที่นำเอาวิชาดนตรีบำบัดบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษา แสดงให้เห็นถึงการเป็นที่ยอมรับในทางวิชาการว่าดนตรีบำบัดมีประโยชน์จริงๆ
       
       ดนตรีสามารถนำมาบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง
       
       1.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาคนพิการ ผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
       
       มีการนำดนตรีมาช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยใช้ดนตรีเข้ามากระตุ้นให้เกิดกำลังใจและกำลังกาย เช่น กรณีของผู้ป่วยเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ซึ่งการนำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยนั้นไม่ได้ทำให้เพื่อให้หายขาดจากโรค
       
       แต่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นได้ โดยเสริมกับการรักษาของแพทย์และยาควบคู่ไปด้วยกัน การให้ผู้ป่วยได้เล่นเครื่องดนตรี ได้เคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ ไปตามจังหวะดนตรี เช่น การได้ขยับแข้งขา ได้หมุนข้อมือและข้อศอก ได้งอและเหยียดมือ การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ออกแรง เคลื่อนไหว ยืดและหด จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงได้มากขึ้น เมื่อร่างกายใช้งานได้มากขึ้น ก็จะทำให้ผู้ป่วยเกิดกำลังใจที่จะต้อสู้กับความเจ็บป่วยได้ดีขึ้นตามไปด้วย
       
       2.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยที่ร่างกายได้รับการบาดเจ็บ
       
       ในกรณีที่ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุจนร่างกายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ การให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมดนตรีบำบัดจะช่วยทำให้ผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้นได้ โดยการฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองช้าเบาสบาย ที่มีเสียงธรรมชาติประกอบ เช่น เสียงนกร้องเบาๆ เสียงฝนหรือน้ำไหลเบาๆ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย มีจินตนาการไปตามเสียงดนตรี ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ป่วยลดความเจ็บปวดและลดความวิตกกังวลลงได้
       
       3.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
       
       เป็นที่ทราบกันว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งมักจะมีอาการเจ็บปวดร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งนอกจากจะเจ็บปวดทางด้านร่างกายมากแล้วยังต้องเผชิญกับความเครียดเป็นอย่างมากอีกด้วย ซึ่งมีงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับการนำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ดังนี้
       
       - Zimmermanและคณะ (1989) พบว่า ดนตรีสามารถช่วยลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็งได้
       
       - Beck (1991) ศึกษาถึงผลของประเภทดนตรีที่ผู้ป่วยชอบต่อระดับความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง โดยให้กลุ่มตัวอย่างเลือกฟังเพลงที่ชอบประเภทผ่อนคลาย 7 ชนิด เช่น เพลงคลาสสิก, แจ๊ส, ร็อก โดยให้เปิดฟังวันละ 2 ครั้งๆ ละนาน 45 นาที เป็นเวลา 3 วัน จากผลการศึกษาพบว่า ความเจ็บปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
       
       - วัลลภา สังฆโสภณ (1993) ศึกษาถึงผลของดนตรีต่อความปวดและทุกข์ทรมานในผู้ป่วยมะเร็ง จากผลการศึกษาพบว่า เมื่อผู้ป่วยได้ฟังดนตรีจะมีความปวดและทุกข์ทรมานน้อยกว่าขณะไม่ได้ฟังดนตรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
       
       - Smith M และคณะ (2001) ศึกษาถึงผลของดนตรีต่อการลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งในระหว่างการฉายรังสีรักษาพบว่า มีแนวโน้มว่าดนตรีมีส่วนช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยลงได้
       
       4.ดนตรีช่วยบำบัดรักษาผู้ป่วยทางจิตประสาท
       
       ปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้ในการบำบัดและปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยทางจิตประสาทมากขึ้น เพราะดนตรีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและอารมณ์โดยตรง ดังนั้น การให้ผู้ป่วยทางจิตประสาทได้ทำกิจกรรมดนตรี จะช่วยทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้ โดยผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มีอารมณ์รุนแรง สามารถบำบัดได้ด้วยการให้ฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองและจังหวะช้าๆ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ใจเย็น และลดความก้าวร้าวลงได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมซึมเศร้า เครียด เก็บตัว สามารถบำบัดได้ด้วยการให้ฟังเพลงบรรเลงที่มีทำนองและจังหวะร่าเริงแจ่มใส ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ดีขึ้นและรู้สึกผ่อนคลายความเครียดมากขึ้น
       
       นอกจากนี้ การให้ผู้ป่วยได้เล่นเครื่องดนตรี เช่น ขลุ่ย กีตาร์ คีย์บอร์ด ก็ยังช่วยให้ผู้ป่วยได้แสดงออกทางด้านอารมณ์ผ่านทางการเล่นดนตรี ซึ่งเป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยทำให้ผู้ป่วยมองโลกในแง่ดี และมีอารมณ์ดี จึงส่งผลให้ผู้ป่วยทางด้านจิตประสาทซึ่งมีปัญหาทางด้านอารมณ์โดยตรงมีอาการดีขึ้นจนถึงขั้นหายป่วยได้ในที่สุด
       
       นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการนำดนตรีมาช่วยบำบัดรักษาเด็กพิเศษ ผู้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ ระยะสุดท้าย เพื่อช่วยให้คนเหล่านี้มีจิตใจที่มีสันติสุข (peaceful) เสียงดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและมีพลังลี้ลับมหัศจรรย์อยู่ภายในที่สามารถจะช่วยกระตุ้นให้มนุษย์เกิดพลังกายในการต่อสู้กับโรคร้ายและมีพลังใจที่อยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปนานๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก  ผู้จัดการออนไลน์

ไทย“รองแชมป์” สิงคโปร์นำโด่ง ผู้สูงอายุมากสุดในอาเซียน

ไทย“รองแชมป์” สิงคโปร์นำโด่ง ผู้สูงอายุมากสุดในอาเซียน

เสนอปรับนิยามใหม่ 60ปี เป็น 65ปี

          พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ ผจก.แผนงานพัฒนาองค์ความรู้เพื่อมโนทัศน์ใหม่ของนิยามผู้สูงอายุและการเกษียณที่เหมาะสม มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส)  ระบุในงานเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อพิจารณานโยบายของนิยามผู้สูงอายุ และอายุการทำงานที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย จัดขึ้นโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) โดยระบุว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนรองรับงานด้านประชากร เพื่อรับมือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงอายุในอนาคต  เพราะขณะนี้ประชากรวัยเด็กและวัยทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด  โดยพบว่าไทยมีอัตราส่วนพึ่งพิงวัยแรงงานมีแนวโน้มน่าเป็นห่วง คือในปี พ.ศ.2551 มีอัตราส่วนวัยแรงงาน 6 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน ต่อมาปี พ.ศ. 2553มีอัตราส่วนวัยแรงงาน 5.7 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ในปี พ.ศ. 2563 คาดว่าจะมีอัตราส่วนวัยแรงงาน 4 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน  และในปี พ.ศ. 2573  จะมีอัตราส่วนวัยแรงงาน 2 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน  ซึ่งขณะนี้จำนวนประชากรผู้สูงอายุมีมากที่สุด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ 

          ดร.อรพินท์  สพโชคชัย หัวหน้าโครงการวิจัยการจัดทำภาพรวมผลการศึกษาและการกำหนดกรอบนโยบาย  ตามนิยามขององค์การสหประชาติจะเห็นได้ชัดว่าสังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) มีผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 10 ของประชากร และจากการสรุปย่อ การศึกษาบทเรียนและประสบการณ์จาก 5 ประเทศ อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว และจะมีสัดส่วนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น  เฉพาะในอาเซียนสิงคโปร์นำหน้าเรื่องจำนวนผู้สูงอายุมีประเทศไทยรั้งเป็นอันดับ 2 ดังนั้นประเทศต่างๆกำลังเผชิญประเด็นท้าทายเรื่องผู้สูงอายุว่าจะรับมืออย่างไร ทั้งเรื่องบำเหน็จบำนาญ โครงสร้างพื้นฐาน กำลังคนแรงงาน


            เมื่อไปเจาะลึกใน 5 ประเทศเหล่านี้ ปัญหาที่พบเหมือนกันคือด้านเศรษฐกิจ บำเหน็จบำนาญของภาครัฐ ผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอใช้ในวัยที่เลิกทำงาน เกิดความยากจนในกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น โดยในประเทศอังกฤษ มีแผนระยะยาวกำหนดให้ แรงงานชายเกษียณ 65 ปี แรงงานหญิงเกษียณ 60 ปี (ปี พ.ศ.2563 จะเป็น 65 ปี) และมีแผนที่จะขยายเป็น 66 – 68 ปี ในปี พ.ศ. 2573– 2593 (เพิ่ม 1 ปีทุกๆ 10 ปี)ประเทศญี่ปุ่น เดิมกฏหมายกำหนดการเกษียณอายุที่ 60 ปี และภายในปี พ.ศ. 2556 จะต้องขยายเป็น 65 ปี  ส่วนสิงคโปร์ ปี พ.ศ.2542  กำหนดอายุการทำงานที่ 62 ปี มีแนวโน้มที่จะขยายเป็น 65-67 ปี ในอนาคตแรงงานสามารถทำงานต่อได้ตามความสมัครใจ

                ดร.อรพินท์ ระบุด้วยว่า ความก้าวหน้าในการเตรียมการเรื่องของกฎหมายในแต่ละประเทศมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนเม.ย.2556  เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการประกาศใช้กฎหมาย หลังจากใช้เวลาหลายปีเพื่อทำกฎหมายขยายเวลาเกษียณอายุมานาน เพราะมีการต่อต้านกันมาก โดยออกกฎหมายว่าเอกชนต้องจ้างงานถึงอายุ 60ปี แต่ให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ปีพ.ศ 2559 ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 300 คนขึ้นไปก่อน ส่วนในปี พ.ศ. 2560  ให้มีผลบังคับใช้ทุกหน่วยงาน 

                ดร.อรพินท์ ระบุด้วยปัญหาและอุปสรรคในหลายประเทศ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเพณีความเชื่อต่างๆ นิยามของคำว่าผู้สูงอายุใหม่  ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนนโมทัศน์ว่าด้วยนิยามผู้สูงอายุใหม่ว่า  60 ปี หรือ 65 ปีไม่แก่ ที่สำคัญมีหลายประเทศมองคนแก่เป็นเชิงลบ ไม่มีคุณค่า มีการต่อต้านในภาคเอกชนโดยเอกชนจะมองที่ผลกำไรมาก่อน 


 ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

“พยาบาล ม.อ.” พัฒนาเกม-กิจกรรมชะลอ “อัลไซเมอร์” ในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุจะพบการสูญเสียความจำร้อยละ 20-40 ของความจำเดิม และพบความจำบกพร่องมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาหากไม่ได้ป้องกัน  คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ได้พัฒนากิจกรรมส่งเสริมความจำแบบมีส่วนร่วมในผู้สูงอายุ 9 กิจกรรม เพื่อใช้เป็นต้นแบบการจัดกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุที่นับวันจะเพิ่มจำนวน สมาชิกมากขึ้น ด้วยการทำให้ผู้สูงอายุมีการบริหารสมองด้วยกิจกรรมการเล่นเกมต่างๆ โดยการกระตุ้นการใช้ความคิด การที่ได้ขบคิดมีการฝึกทบทวน และฝึกระลึกถึงอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ช่วยทำให้มีการรับรู้และสามารถที่จะปรับปรุงความจำให้ดีขึ้น หลงลืมช้าลง

         ผศ.ดร.เพลินพิศ ฐานิวัฒนานนท์  ผศ.ดร.วิภาวี  คงอินทร์  และผศ.ดร.บุศรา เอี้ยวสกุล ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์  คณะพยาบาลศาสตร์ หาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมความจำแบบมีส่วนร่วมในผู้สูงอายุ และได้รับรางวัลนำเสนอผลงานวิจัยดีเด่น  ในการประชุมวิชาการผู้สูงอายุ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2555 เรื่อง “งานวิจัย และนวัตกรรมด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” โดยศูนย์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2555
        
       9 กิจกรรมที่สามารถพัฒนาทักษะทางด้านความจำของผู้สูงอายุ   ที่พัฒนา และนำมาใช้โดยทีมวิจัยร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทได้แก่ การร้องเพลง เกมนักร้องพันหน้า สุภาษิตหรรษา ละครชีวิต สถานที่สำคัญไฉน กล่องปริศนา เกมซูโดกุ กลิ่นสื่อสัมพันธ์ และเล่าเรื่องจากการอ่าน

จากการเพิ่มจำนวน และสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุ ทำให้โครงสร้างของสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวน และอายุยืนยาวขึ้น นำมาซึ่งปัญหาความเจ็บป่วยเรื้อรัง  และหนึ่งในนั้นคือ ภาวะสมองเสื่อม ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการสูญเสียหน้าที่ของสมองหลายด้านพร้อมกัน อย่างช้าๆ แต่ถาวร ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปจะเกิดภาวะสมองเสื่อมร้อยละ 1 และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกอายุที่เพิ่มขึ้น 5 ปี จนกลายเป็นมากกว่าร้อยละ 30 ในผู้สูงอายุ 85 ปีขึ้นไป
        
       การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง และสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมพบว่า การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เคร่งเครียด ขาดการเข้าร่วมสังคม ขาดการออกกำลังกาย เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดภาวะสมองเสื่อม โดยเฉพาะการเกิดอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นอาการสมองเสื่อมที่พบบ่อย และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ผศ.ดร.เพลินพิศ ฐานิวัฒนานนท์  หัวหน้าโครงการวิจัยกล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  เริ่มเปิดให้บริการสร้างเสริมสุขภาพแก่ผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2536  และใช้เป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาพสำหรับนักศึกษาพยาบาล   และยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานของชมรมผู้สูงอายุทั้งใน และต่างประเทศ  ปัจจุบัน มีสมาชิกผู้สูงอายุมารับบริการวันละ 80-100 คน กิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ บริการตรวจสุขภาพ เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดันโลหิต และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ  จัดกิจกรรมการออกกำลังกายได้แก่ ไทเก๊ก แอโรบิก รำกระบอง รวมทั้งกิจกรรมสันทนาการ และจัดให้ความรู้ในชุมชนเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เปิดบริการสัปดาห์ละ 3 วัน ในช่วงเวลา 7.30-12.00 น.  
        
       หนึ่งในสี่ของผู้สูงอายุที่มารับบริการที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพฯ พบว่า มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไป และสองในสามของสมาชิกผู้สูงอายุต้องดูแลตนเองเพื่อควบคุมความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงมากต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม

 ทีมวิจัยซึ่งรับผิดชอบสอนรายวิชาการพยาบาลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูง อายุ ได้สนับสนุนให้นักศึกษาปริญญาโท สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 10 คน เป็นผู้ออกแบบเกม และกิจกรรมส่งเสริมความจำ และผ่านการมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นจากแกนนำผู้สูงอายุ และนำไปใช้สมาชิกผู้สูงอายุ จำนวน 80 คน ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมารับบริการ ณ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟูสภาพผู้สูงอายุ  ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมความจำที่พัฒนาขึ้น 9 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการร้องเพลง เกมนักร้องพันหน้า สุภาษิตหรรษา ละครชีวิต สถานที่สำคัญไฉน กล่องปริศนา เกมซูโดกุ กลิ่นสื่อสัมพันธ์ และเล่าเรื่องจากการอ่าน
        
       กิจกรรมที่พัฒนาทักษะความจำได้แก่  1.การคิดคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์แบบง่าย ใช้เทคนิค และทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการเล่น เช่น การบวก ลบตัวเลขจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 2 .การจัดระเบียบ ของข้อมูลผ่านขบวนการกลุ่มขณะทำกิจกรรมช่วยให้คิดเป็นระบบ จะทำให้จำได้ง่ายขึ้น 3.  กิจกรรมส่งเสริมการเชื่อมโยงและการหาความสัมพันธ์ เช่น การนึกถึงสถานที่ หรือบุคคล   4.การสร้างจินตนาการและความเกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างความจำ เป็นการอธิบายเรื่องราวด้วยภาพ หรือการแสดงละครในกิจกรรมละครชีวิต การฝึกฝนทักษะการจดจำภาพพร้อมเรื่องราว เป็นการฝึกให้ผู้สูงอายุมีจิตใจที่เป็นสมาธิ มีความสุขในสิ่งที่เล่น ฝึกจิตใจละเอียดอ่อน ฝึกประสาทสัมผัสให้เชื่อมโยงระหว่างประสาทสัมผัสทั้ง 5 กับความคิด นอกจากนี้ กิจกรรมสุภาษิต เป็นเทคนิคการใช้รหัสช่วยจำ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเพื่อช่วยในการลำดับกระบวนการจำให้จดจำข้อมูลได้ ง่ายขึ้น และสะดวก กิจกรรมส่งเสริมความจำทำให้เกิดการทำงานประสานงานกันระหว่างสมองซีกซ้าย และขวา และการใช้สมองทั้งสองซีกเป็นประจำทำให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของความจำมาก ขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลต์

ออกกำลังกายอย่างไร ดีต่อผู้สูงอายุ

ศักดิ์ณรงค์ จันทร์หอม  นักวิทยาศาสตร์การกีฬา   ผู้จัดการ Siriraj Fitness Center

       ในภาพรวม การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุล่ะ จะทำอย่างไรถึงเหมาะสมกับวัย
       เพราะสิ่งหนึ่งที่มักมากับวัยที่สูงขึ้น คือ ปัญหาด้านสุขภาพ ความจริงแล้ว ผู้สูงอายุก็สามารถออกกำลังกายได้ เพียงแต่ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพร่างกาย โดยทั่วไปการออกกำลังกายในวัยนี้แบ่งกว้างๆ เป็น 2 ประเภท ได้แก่
       1. การออกกำลังกายหรือการบริหารเฉพาะส่วนมักใช้เพื่อร่วมกับการรักษาโรค เช่น การบริหารข้อไหล่ในผู้ป่วยโรคไหล่ติด การบริหารกล้ามเนื้อหลังในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง และการบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น
       2. การออกกำลังกายโดยทั่วไป เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หรือนันทนาการ ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต รวมถึงเพื่อเป็นการผ่อนคลายด้วย
      

 กีฬาที่เหมาะสม
       ควรเลือกกีฬาที่ไม่ใช้แรงมากหรือไม่มีการกลั้นหายใจ การเหวี่ยง หรือกระแทกแรงๆ เช่น การยกเวตที่มีน้ำหนักมาก การวิ่งเต็มที่ การชกมวย เป็นต้น อีกทั้งควรเลือกกีฬาที่เล่นเพื่อความสนุกจะเหมาะกว่ากีฬาที่เล่นเพื่อการแข่งขัน แต่ถ้าจำเป็นต้องแข่งขัน ควรเลือกคู่แข่งในวัยเดียวกันและสมรรถภาพใกล้เคียงกัน รวมถึงกีฬาที่ตัวผู้เล่นสามารถควบคุมจังหวะการเล่นได้เอง เช่น สามารถลดความหนักหรือหยุดพักได้ตามความต้องการ ซึ่งก็มีกีฬาหลายอย่างที่น่าเล่น ขอแนะนำดังนี้

       เดินเร็ว เป็นกีฬาและการออกกำลังกายที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกายมีความแข็งแรง ลดความดันโลหิต และเพิ่มการเผาผลาญพลังงานที่เป็นส่วนเกินของร่างกาย แต่ต้องหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นเนินสูงหรือขั้นบันได เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

       โยคะ/ รำมวยจีน/ ไท้เก๊ก เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกส่วนอย่างช้าๆ เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยในการทรงตัว ทำให้ข้อต่อและกล้ามเนื้อแข็งแรง และยังผสมผสานการฝึกการหายใจเพื่อให้ออกซิเจนได้เข้าสู่ร่างกายดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกสมาธิ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีจิตใจปลอดโปร่ง แจ่มใสด้วย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาเรื่องข้อเท้า
         

     เต้นลีลาศถือเป็นกีฬาและสันทนาการ ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากช่วยให้ออกกำลังกายได้ทุกส่วนแล้ว จังหวะการเคลื่อนไหวยังช่วยในเรื่องของความจำ สมาธิ และการทรงตัว สำคัญที่สุด เพลงที่ใช้เต้นก็เป็นเหมือนดนตรีบำบัด ช่วยบำบัดฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและจิตใจในเวลาเดียวกัน อีกทั้งการเต้นลีลาศยังช่วยให้ห่างไกลจากภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นโรคที่มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ

       หากแต่ในระหว่างการเล่น จะต้องคอยระวังและสังเกตตัวเองว่าควรหยุดเมื่อไร จากอาการเวียนศีรษะ ตามัว รู้สึกคล้ายหายใจไม่ทัน หรือหายใจไม่ออก ใจสั่น แน่น เจ็บตื้อบริเวณหน้าอก รวมถึงเมื่อมีอาการลมออกหู หรือหูตึงกว่าปกติ หากเกิดอาการดังกล่าว จะต้องหยุดเล่นทันที แล้วพักผ่อนให้เต็มที่ ถ้าอาการเป็นอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์ แต่ถ้าอาการหายไปเองในระยะเวลาอันสั้น ก็ไม่ควรเล่นต่อในวันนั้น ให้พักจนกว่าอาการนั้นจะหายไป

ขอบคุณข้อมูลจาก   ASTVผู้จัดการออนไลน์

พรมวิเศษ"มีจริง(แต่เหาะไม่ได้) นักวิจัยเผยช่วย"ตรวจจับการหกล้มในผู้สูงอายุ"

62677743 img 8369 tweak

นักวิจัยได้จัดแสดง"พรมวิเศษ" ที่สามารถ"ป้องกันการล้ม" และแม้แต่"ทำนาย"ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวภายใต้พรมประกอบด้วยไฟเบอร์ออพติคที่สานกันเป็นตาข่าย ที่สามารถตรวจจับและวางแผนการเคลื่อนไหว เมื่อเกิดแรงกดทับบนพรม แสงที่ทำหน้าที่ตรวจจับ จะปรากฏบริเวณขอบพรม โดยรูปแบบแสงที่มีการเบี่ยงเบนดังกล่าวจะช่วยให้ระบบอิเล็คทรอนิกส์ "เรียนรู้" และตรวจสอบรูปแบบการเดิน ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดใดๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

พรมดังกล่าวถูกนำออกแสดงและสาธิตที่งานประชุมโฟตอน 12 ที่เมืองเดอร์แรม ประเทศอังกฤษ โดยไฟเบอร์ออพติคที่ถูกนำมาใช้ในการผลิต เป็นประเภทเดียวกับสายไฟเบอร์ที่ใช้ในการส่งผ่านข้อมูลอินเตอร์เน็ตข้าม ประเทศ ที่แสงสามารถเดินทางไปตลอดแนวความยาวได้ และเพื่อทำให้สายไฟเบอร์มีความอ่อนไหวต่อความเบี่ยงเบนอันเนื่องมาจากแรงกด นักวิจัยได้สร้างร่องเล็กๆจำนวนมากในสายไฟเบอร์ตลอดความยาว  เพื่อที่ความสามารถในการสะท้อนออกของแสงจะลดลงที่จุดที่เกิดแรงกด 

ขณะที่ตัวจับสัญญาณบริเวณขอบพรม จะเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ที่จะได้รับการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์  ซึ่งการวิเคราะห์ดังกล่าว เป็นการหยิบยืมเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาในมหาวิทยาลัยเพื่อใช้กับเครื่องสแกน ทางการแพทย์ 

กลุ่มนักพัฒนาระบบ ซึ่งมีฐานอยู่ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ มองว่า พรมดังกล่าว สามารถนำไปใช้ได้จริงตามสถานดูแลผู้สูงอายุหรือโรงพยาบาล เพื่อที่จะส่งสัญญาณเตือนทันทีหากพบว่ามีผู้หกล้ม

นอกจากนั้น ไฟเบอร์ดังกล่าว ยังสามารถดัดแปลงนำไปใช้กับพรมที่มีอยู่แล้ว ทั้งตามบ้านเรือนและสถานที่สาธารณะ นักวิจัยระบุว่า จุดประสงค์หนึ่งในการคิดค้น"พรมวิเศษ"ก็คือ เพื่อลดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดจากการหกล้ม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่เป็นเหตุหลักของการเสียชีวิตในกลุ่มวัย 70 ปีขึ้นไป และเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการรักษามูลค่าหลายล้านปอนด์ต่อวัน 

นักวิจัยเชื่อว่าระบบดังกล่าว สามารถนำไปใช้ในการสร้างโปรไฟล์เพื่อรวบรวมรูปแบบการเคลื่อนไหวในแต่ละ บุคคล  เพื่อที่ท่าทางการเดินที่เสี่ยงต่อการหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุจะได้รับการ ตรวจสอบ และมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า  

คริส ทอดด์ ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุขมูลฐานและสาธารณสุขชุมชน จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าวว่า ในแต่ละปีมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ เคยสะดุดล้มหรือหกล้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานฟื้นฟูและสถานดูแลผู้สูงอายุ ดังนั้น หากเราสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในการเคลื่อนไหวและท่าทางในการเดินใน สภาวะแวดล้อมปกติ ของกลุ่มคนเหล่านี้ จะทำให้เราสามารถเฝ้าระวังปัญหาได้ล่วงหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
377108
TodayToday135
YesterdayYesterday245
This_WeekThis_Week530
This_MonthThis_Month3810
All_DaysAll_Days377108
54.92.211.239