agingthai

คนชรากับความว้าเหว่ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจสำหรับคนชราในยุคนี้ หลายคนต้องอยู่กับบ้านตามลำพัง ระหว่างที่รอลูกหลานกลับจากทำงาน หรือบางคนก็ต้องรอนานกว่านั้น เพราะบ้านลูกกับบ้านตนเองอยู่ห่างไกลกัน กว่าที่ลูกหลานจะมาเยี่ยมก็อาจเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดเทศกาล
       
       สำหรับคนชราที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป การอยู่ตามลำพังตัวคนเดียวนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และท่านอาจต้องประสบกับความยากลำบากมากมายในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ การอยู่ตามลำพังอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเหงา ว้าเหว่ขึ้นได้ ซึ่งมีการวิจัยพบว่า ความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์
       
       งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเผยว่า ความโดดเดี่ยวนั้นเป็นตัวการหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องทนทุกข์ทรมาน และในการศึกษาครั้งนี้ ยังพบว่า มันช่วยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตให้กับผู้สูงอายุในอีกหลาย ๆ ด้าน เช่น ทำให้สุขภาพไม่ดี การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายแย่ลง
       
       จากการศึกษาในผู้สูงอายุ 1,604 คนในประเด็นเกี่ยวกับการอยู่ตามลำพังว่ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตหรือไม่ พบว่า ผู้สูงอายุ 43.2 เปอร์เซ็นต์จะรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว หากเกิดอุบัติเหตุในขณะที่อยู่ตามลำพัง ไม่มีคนช่วยเหลือ

555000008058301
       
       นอกจากนั้นยังพบว่า การอยู่ตามลำพังนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตให้มีมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังมีโอกาสที่จะหกล้ม 24.8 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้สูงอายุทีมีคนอยู่ด้วย หรือมีคนดูแลนั้นมีโอกาสหกล้ม 12.5 เปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่ามากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว
       
       นอกจากนั้น 40.8 เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวยังรู้สึกว่าตนเองขึ้นบันไดลำบากด้วย
       
       นอกจากนั้นยังมีรายงานจากสหรัฐอเมริกาอีกชิ้นหนึ่งที่เผยว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ชีวิตตามลำพังกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ โดยนักวิจัยได้สำรวจจากข้อมูลพื้นฐานของประชากรวัยกลางคน 44,573 ชุด และในจำนวนนี้มี 8,594 คนที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และพบว่า การอยู่คนเดียวเพิ่มโอกาสในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจให้มากขึ้น
       
       จะเห็นได้ว่า ความรู้สึกว้าเหว่นั้นเป็นความรู้สึกในแง่ลบที่อาจทำลายได้ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ซึ่งการแก้ไขอาจทำได้โดยการสร้างเครือข่ายสังคม จัดตั้งอาสาสมัครกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาให้การช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากจนเกินไป

ขอบคุณข้อมูลจาก  ASTVผู้จัดการออนไลน์

สำรวจพบคนส่วนใหญ่ ใช้ยาโดยไม่รู้จักชื่อยา

images

สภาเภสัชกรรมเผยผลสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องยาในต่างจังหวัด พบว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 75 ใช้ยาโดยไม่รู้จักชื่อยา

ข้อมูลที่ได้จากเภสัชกรที่ออกเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่บ้านในเขตกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับข้อมูลในต่างจังหวัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้จักชื่อยา แต่รู้จักเพียงสรรพคุณของยาว่ารักษาอาการอะไร และผู้ป่วยเกือบร้อยละ 40 ไม่อ่านฉลากยา

ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า
จากการที่สภาเภสัชกรรมได้ทำการสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยทำในกลุ่มตัวอย่างที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลใหญ่ 3 แห่งในภาคใต้ และภาคกลาง จำนวนกว่า 1,000 คน เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ และโรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น โดยร้อยละ 20 ของกลุ่มตัวอย่างมีรายการยาที่ต้องใช้เป็นประจำ 6-10 รายการ แต่จากการสำรวจ พบว่า มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่รู้จักทั้งชื่อยาและสรรพคุณยาที่ตนเองใช้อยู่ ในขณะที่ผู้ป่วยอีกร้อยละ 75 ไม่รู้จักชื่อยา รู้แต่สรรพคุณและวิธีใช้ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 25 ไม่เคยอ่านฉลากยาก่อนใช้ยา ร้อยละ 86 หยิบยาใช้เอง

ผลการสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันคนไทยยังให้ความสำคัญกับชื่อยาน้อยมาก

สาเหตุสำคัญอาจเป็นเพราะชื่อยาส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ จำยาก ไม่คุ้นหู สภาเภสัชกรรมจึงได้เร่งทำการรณรงค์ เพราะการที่ผู้ป่วยไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้นั้นอันตรายกว่าที่คิด

เนื่องจากยาที่ใช้รักษาอาการเดียวกันมีหลายชนิด และแต่ละตัวยังมีหลายขนาดความแรง ยาแต่ละตัวอาจจะเหมาะกับผู้ป่วยรายหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยอีกราย หรืออาจมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยอีกรายทั้งนี้ขึ้นกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย

นอกจากนี้ยังมีกรณี
ชื่อพ้อง มองคล้ายคือ มีชื่อใกล้เคียงกัน แต่เป็นยาคนละชนิดกัน หรือมีลักษณะของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบเม็ดยา สียา ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน การบ่งชี้ด้วยสายตาหรือฟังการออกเสียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงที่อาจจะได้รับยาผิดชนิดได้


การไม่รู้จักชื่อยาที่ใช้ ยังอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องหากเกิดภาวะวิกฤติ
        
อย่างในกรณีน้ำท่วมรุนแรงเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีโรคเรื้อรังและต้องใช้ยาเป็นประจำ ต้องอพยพหนีน้ำอย่างกะทันหันไปอยู่ศูนย์อพยพ และผู้ป่วย
เหล่านี้ไม่สามารถบอกผู้มาให้การดูแลรักษาได้ว่าตนเองรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แต่บอกสรรพคุณยาที่ได้รับอยู่ว่ารักษาอาการอะไร เช่น ยาลดน้ำตาล ยาลดความดันโลหิตสูง ยาแก้หอบ ยากันชัก เป็นต้น ซึ่งยาที่รักษาโรคดังกล่าวมีอยู่หลายตัวมาก แพทย์เองก็ไม่แน่ใจว่าปกติผู้ป่วยใช้ยาชื่ออะไร จึงเป็นความยากลำบากทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ให้การรักษา

การได้รับยาจึงไม่ต่อเนื่อง หรือต้องให้ยาชนิดใหม่และต้องมีการปรับขนาดยาใหม่อีก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

ในช่วง
สัปดาห์เภสัช 2555ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24-30 มิ.ย.2555 สภาเภสัชกรรมจึงได้มุ่งเน้นรณรงค์ในเรื่องของการอ่านฉลากยาอย่างถูกต้อง ภายใต้คำขวัญรู้จักยาที่ใช้ อ่านฉลากให้เข้าใจ บันทึกยาไว้ ปลอดภัยต่อเนื่องเพื่อเน้นให้ผู้ป่วยรู้จักยาที่ตัวเองใช้ บนฉลากยาต้องมีชื่อยา ซึ่งมีความสำคัญมาก ที่ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลผู้ป่วยต้องอ่านและทำความเข้าใจ

หากเป็นไปได้ให้บันทึกยาที่ใช้ทุกตัวลง
สมุดบันทึกยาและพกติดตัวไว้เสมอ เกิดอะไรขึ้นผู้ให้การรักษาจะได้ทราบข้อมูลทั้งหมด โดยในปีนี้สภาเภสัชกรรมได้จัดทำสมุดบันทึกยา จำนวน 200,000 เล่ม เพื่อแจกฟรีให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการบันทึกข้อมูลอาจทำโดยผู้ป่วยหรือญาติ หรือให้เภสัชกรช่วยบันทึกให้ ซึ่งจะช่วยส่งต่อข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วยให้กับสถานพยาบาลที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยมากขึ้น.

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.dailynews.co.th

เปิดเคล็ดลับล่าสุด"อายุเกิน 100 ปี" ง่ายๆ คุณทำเองก็ได้

เปิดเคล็ดลับล่าสุด"อายุเกิน 100 ปี" ง่ายๆ คุณทำเองก็ได้ ?

"หัวเราะง่าย-อารมณ์ดี"ปัจจัยอายุยืน ผลสำรวจประชากรเกิน100ปีล่าสุดยืนยัน 

วิทยาลัยการแพทย์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สถาบันเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ชั้นนำของโลก ในสังกัดมหาวิทยาลัยเยชีวา ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีโครงการศึกษาวิจัยโครงการหนึ่งชื่อ โครงการยีนส์อายุยืน ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาเหตุปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนเป็นพิเศษในประชากรบางกลุ่ม

 โครงการนี้สนใจศึกษากลุ่มประชากรที่มีลักษณะพิเศษกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ กลุ่มคนดังกล่าวคือ ชาวอัชเคนาซซี ยิว ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มย่อยในภาคพื้นยุโรปตะวันออก ที่มีสถิติอายุเฉลี่ยยืนยาวเป็นพิเศษ โดยกลุ่มตัวอย่างที่โครงการยีนส์อายุยืนศึกษานั้น เป็นชาวอัชเคนาซซี ยิว มากกว่า 500 คน ทั้งหมดมีอายุ 95 ปีขึ้นไป กับกลุ่มเครือญาติลูกหลานอีก 700 คน

อัชเคนาซซี ยิว เป็นกลุ่มย่อยของประชากรยิวในยุโรปที่มีคุณลักษณะทางยีนส์ใกล้ชิดกันมาก บางกลุ่มของประชากรยิวกลุ่มย่อยนี้มีอายุยืนมากเป็นพิเศษ ทำให้ง่ายต่อการใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรอื่นๆ ในการศึกษาวิจัยหาเหตุปัจจัยที่ทำให้อายุยืน

ในการศึกษารอบแรกสุด ทีมวิจัยพบว่าคุณลักษณะพิเศษของยีนส์เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนบางกลุ่มมีอายุยืนเป็นพิเศษ เพราะมีกลไกในการซ่อมแซมเซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ในการศึกษาครั้งถัดมา พบว่า บรรดาผู้ที่มีอายุยืนในกลุ่มประชากรกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องมีพฤติกรรมเชิงสุขภาพดีกว่ากลุ่มประชากรทั่วไปแต่อย่างใด เพราะยังคงสูบบุหรี่ กิน ดื่มแบบเดียวกับที่คนทั่วไปใช้ชีวิตกัน นั่นทำให้การศึกษาล่าสุดของโครงการมุ่งเน้นไปที่บุคลิกภาพเป็นกรณีพิเศษ โดยนายนีร์ บาร์ซิลเล หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาแบบสำรวจเพื่อใช้วัดบุคลิกภาพขึ้นแจกจ่ายให้กับกลุ่มอัชเคนาซซียิว 243 คนที่มีอายุเฉลี่ย 97.6 ปี โดยกลุ่มตัวอย่าง 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นสตรี

บาร์ซิลเลยอมรับว่าประหลาดใจกับผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้อายุยืนของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบและมีความหมายแต่อย่างใด กลับเป็นเรื่องของการมีทัศนคติในทางบวกต่อชีวิตต่างหากที่กลายเป็นเหตุปัจจัยสำคัญ

"คนกลุ่มนี้เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ใช้ชีวิตสบายๆ มองโลกในแง่ดี และชอบใช้ชีวิตนอกสถานที่ พวกเขายึดถือว่าการได้หัวเราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่ง และมีเครือข่ายสังคมขนาดใหญ่ แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเปิดเผยแทนที่จะเก็บงำไว้มิดชิด" นายบาร์ซิลเลระบุ โดยเสริมว่า มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบุคลิกภาพอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นทำนองดังกล่าวได้ระหว่างอายุ 70-100 ปี ดังนั้น ผู้วิจัยไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าผู้ที่มีอายุยืนทั้งหลายคงบุคลิกภาพและอุปนิสัยเช่นนี้มาตลอดช่วงอายุหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายบาร์ซิลเลระบุว่า ผลวิจัยล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีอายุยืนเป็นพิเศษมีอุปนิสัยเชิงบุคลิกพิเศษบางอย่างเหล่านี้ร่วมกัน และยีนส์ที่เป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพทำนองนี้อาจมีบทบาทสำคัญในการทำให้คนเรามีทั้งสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษได้

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลต์

เสื่อมทั้งแผ่นดิน ! เผยผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมพุ่ง 35 ล้านคน เพิ่มสูงเท่าตัวอีก 18 ปีข้างหน้า

องค์การอนามัยโลกประมาณว่ามีผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมหรือ อัลไซเมอร์ มากกว่า 35 ล้านคนทั่วโลกและคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นหนึ่งเท่าตัวภายในอีก 18 ปีข้างหน้า

คนในปัจจุบันมีอายุขัยที่ยาวนานขึ้นกว่าเดิม เกิดแรงกดดันทางการแพทย์ให้เร่งพัฒนายาหรือวัคซีนขึ้นมาป้องกันและรักษาโรคความจำเสื่อม
 
ในอดีต แพทย์วินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ ได้หลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตไปแล้วด้วยการชันสูตร
 
Dr. Ronald Perterson นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านโรคอัลไซเมอร์  ชาวสหรัฐกล่าวว่าการวินิจฉัยโรคแบบใหม่ต่างๆสามารถช่วยคัดกรองโรคได้ในขณะที่ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่
 
Dr. Perterson ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าวิธีการวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันทำได้ด้วยการตรวจ biomarkers เพื่อหาโมเลกุลของโปรตีนในเลือด การใช้ภาพถ่ายทางรังสีวิทยาแบบต่างๆ การตรวจเลือด และการตรวจของเหลวในกระดูกสันหลัง เนื่องจากสารต่างๆในร่างกายเหล่านี้ช่วยชี้ให้เห็นพยาธิสภาพของโรค
 
ภาพถ่ายทางรังสีวิทยาจากสถาบัน Banner Alzheimer’s Institute ในเมือง Phoenix รัฐ Arizona แสดงให้เห็นลักษณะการก้าวหน้าของโรคอัลไซเมอร์  ภาพถ่ายนี้แสดงการเกาะตัวของแอมีลอยด์
เบต้า และโปรตีนเทา ในสมองของผู้ป่วยสูงอายุรายหนึ่ง ทำให้สูญเสียเซลสมองนิวรอนที่ทำหน้าที่จดจำและเรียนรู้
 
ผลการศึกษาเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ จากสองงานวิจัย ได้สร้างความตื่นเต้นแก่วงการรักษาและป้องกันโรคสมองเสื่อมในสหรัฐเป็นอย่างมาก ในการศึกษาชิ้นแรก ทีมวิจัยได้ทำการทดลองรักษาผู้ป่วยด้วยการฉีดยาเข้าทางจมูกเพื่ออัดยาเข้าไปในเซลสมองนิวตรอน Dr. Suzanne Craft ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ University of Washington เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยการรักษาโรคโครงการนี้
 
Dr. Suzanne Craft กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเกือบสามในสี่ของผู้ป่วยที่เข้าร่วมในการทดลองรักษาโรคอัลไซเมอร์ มีความจำที่ดีขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการได้สี่เดือน ถือว่าดีขึ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์
 
ส่วนการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งชี้ว่าการรักษาโรคอัลไซเมอร์ แต่เนิ่นๆช่วยป้องกันโรคได้ เมื่อสองปีที่แล้ว ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์  Pam Belluck และช่างภาพได้เดินทางไปที่ประเทศโคลัมเบียเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวขยายครอบครัวหนึ่งที่สมาชิกในครอบครัวป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ก่อนวัยอันสมควร หนึ่งในสามของสมาชิกในครอบครัวนี้มียีนที่กลายพันธุ์ทำให้ป่วยด้วยอัลไซเมอร์ ตั้งแต่ช่วงอายุสามสิบถึงสี่สิบปี Pam Belluck แห่งนิวยอร์คไทม์ รายงานว่าสมาชิกในครอบครัวที่อายุมากกว่าแต่แข็งแรงกว่ากลายเป็นผู้ดูเเลผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า
 
ในต้นปีหน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐกับทีมแพทย์ในโคลัมเบียจะร่วมกันทดลองรักษาคนจำนวนสามพันคนที่มาจากครอบครัวขยายขนาดใหญ่ครอบครัวนี้ การทดลองรักษาใช้เวลาห้าปี โดยใช้ทั้งยาจริงและยาหลอก Dr. Eric Reiman หัวหน้าทีมของสหรัฐ กล่าวว่า ยาที่จะนำไปทดลองรักษากำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ ยาตัวนี้จะช่วยกำจัดแอมมีลอยด์ เบต้าจากสมองผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว

 Dr. Eric Reiman ผู้เชี่ยวชาญ สหรัฐเห็นว่า การรักษาที่ดีพอแต่เนิ่นๆจะมีผลดีต่อผู้ป่วยอย่างมากเพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคอัลไซเมอร์ ทำลายเซลสมองจนหมด

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลต์

นครสวรรค์โพล ชี้ ผู้สูงอายุเห็นว่าเศรษฐกิจ-สังคมไทย แย่ลงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ในยุคปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่ยุคของผู้สูงอายุเนื่องจาก อัตราการเพิ่มของผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้มีบทบาทสำคัญ  ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อเป็นการสะท้อนภาพอันเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีบทบาท ต่อประเทศสูงขึ้น  “นครสวรรค์โพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จึงได้สำรวจความคิดเห็นของผู้สูงอายุ ซึ่งในปัจจุบันยังนับบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปใน 9 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ จำนวน 1,248 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 8 พฤษภาคม 2555 สรุปผลได้ดังนี้


  1.  ความคิดเห็นของผู้สูงอายุ กรณี การที่มีแนวคิดจะขยายอายุของผู้ที่เข้าข่ายสูงอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี
             อันดับ 1  ไม่เห็นด้วย 73.56%เพราะ  อายุ 60 ปีก็ถือว่ามากแล้ว สภาพร่างกายและการจดจำของผู้สูงอายุแต่ละคนไม่เหมือนกัน  บางคนทำงานมามากแล้วควรจะหยุดพักผ่อน หาความสุขหรืออยู่กับลูกหลานอย่างเต็มที่ ฯลฯ  

       อันดับ 2 เห็นด้วย 26.44%เพราะ  คิดว่ายังทำงานได้ สามารถให้คำปรึกษาแนะนำแก่คนรุ่นหลังโดยใช้ประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมา ทำให้รู้สึกว่ายังเป็นคนที่มีคุณค่าร่างกายยังแข็งแรงอยู่ การแพทย์ การรักษาพยาบาลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าช่วยให้มีสุขภาพที่ดี ฯลฯ

2.  “ชีวิตของผู้สูงอายุไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?
           อันดับ 1  “ชีวิตผู้สูงอายุ” ณ วันนี้ ดีกว่า   64.73%เพราะ   ภาครัฐให้ความสำคัญและมีสวัสดิการต่างๆที่เอื้อให้แก่ผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น เบี้ยยังชีพ เงินบำนาน การรักษาพยาบาล ,มีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่ ฯลฯ

          อันดับ 2 เหมือนๆเดิม 21.74%เพราะ  เป็นธรรมดาของคนสูงอายุที่มีสุขบ้างทุกข์บ้าง คนเราเกิดมาก็ต้องแก่ชราไปตามวัย ฯลฯ

          อันดับ 3 “ชีวิตผู้สูงอายุ” ณ วันนี้ แย่กว่า   13.53%เพราะ  สภาพร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีคนดูแล ไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว ,เดินทางไปไหน มาไหนลำบาก ไม่สะดวก ฯลฯ

3.  “การเมืองไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?

           อันดับ 1  เหมือนๆเดิม 51.22%เพราะ  ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้ง แตกแยกอยู่เหมือนเดิม ,นักการเมืองมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ฯลฯ
          อันดับ 2 “การเมืองไทย” ณ วันนี้ แย่กว่า   40.98%เพราะ  การแข่งขันทางการเมืองมีมากขึ้น ใช้วิธีการต่างๆที่รุนแรง มีการดึงเอาประชาชนหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเป็นพวกมากขึ้น นโยบายที่ ประกาศไว้ไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง ดีแต่พูดเอาดีใส่ตัว ฯลฯ
         อันดับ 3 “การเมืองไทย” ณ วันนี้ ดีกว่า 7.80%เพราะ  สังคมไทยโดยเฉพาะสื่อมวลชนมีการตรวจสอบมากขึ้น  ประชาชนให้ความสนใจและติดตามการเมืองกันมาก ฯลฯ                                                                 

  4.  “เศรษฐกิจไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?

            อันดับ 1  “เศรษฐกิจไทย” ณ วันนี้ แย่กว่า   69.08%เพราะ  ข้าวของทุกวันนี้แพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา  ค่าครองชีพสูงขึ้น เงินไม่พอจ่าย ต้องกู้หนี้ยืมสิน ,ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมและภัยธรรมชาติอย่างหนัก ฯลฯ

          อันดับ 2 เหมือนๆเดิม 25.12%เพราะ  เศรษฐกิจไทยมีทั้งขึ้นและลง  ของกินของใช้บางประเภทมีการปรับราคาสูงขึ้นโดยตลอด เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามาบริหารประเทศ ฯลฯ

           อันดับ 3 “เศรษฐกิจไทย” ณ วันนี้ ดีกว่า     5.80%เพราะ  เงินเดือน เงินที่ได้รับจากสวัสดิการต่างๆเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายคล่องตัวขึ้น ฯลฯ

5.  “สังคมไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?

           อันดับ 1  “สังคมไทย” ณ วันนี้ แย่กว่า   66.50%เพราะ  คนไทยขาดความสามัคคี แตกแยก ขาดคุณธรรมจริยธรรม ต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีน้ำใจ ,สภาพสังคมเสื่อมโทรม จิตใจคนโหดเหี้ยมมากขึ้น ,เทคโนโลยี ความทันสมัยต่างๆเข้ามาทำลายความเป็นไทย ฯลฯ 
         อันดับ 2 เหมือนๆเดิม 18.45%เพราะ   สังคมไทยเป็นสังคมที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก ย่อมมีปัญหาหรือมีความเปลี่ยนแปลง การควบคุมดูแลให้ทั่วถึงเป็นเรื่องลำบาก ฯลฯ
          อันดับ 3 “สังคมไทย” ณ วันนี้ ดีกว่า   15.05%เพราะ  เห็นได้จากเมื่อประเทศชาติเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใดคนไทยยังคงมีน้ำใจช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งกัน ฯลฯ

6.  “บทเรียน” ที่ผู้สูงอายุได้รับจากการใช้ชีวิตมาถึง ณ วันนี้ ที่อยากฝากให้ลูกหลานคือ

          อันดับ 1  เกิดเป็นคนต้องยึดมั่นในความดี มีความกตัญญู มีน้ำใจ รู้จักให้อภัยและแบ่งปัน /  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  36.21%
       อันดับ 2 การใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาท /ขยัน อดทน ไม่กลัวลำบาก /ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่โลภประหยัด อดออมและอยู่อย่างพอเพียง 30.60%
    อันดับ 3 คนไทยทุกคนจะต้องรักและหวงแหนแผ่นดิน /ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สิ่งแวดล้อม /อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทยให้อยู่ต่อไป 15.09%
         อันดับ 4 เรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คดโกงผู้อื่นหรือทำลายประเทศชาติบ้านเมือง  10.77%    

        อันดับ 5 การให้ความเคารพนับถือ เชื่อฟังผู้ใหญ่ รักครอบครัว /การมอบความรักและดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายอยู่เสมอ อย่าทอดทิ้งคนแก่    7.33%

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลต์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
443172
TodayToday161
YesterdayYesterday177
This_WeekThis_Week1130
This_MonthThis_Month3903
All_DaysAll_Days443172
3.85.245.126