agingthai

สช.ร่วมสภาผู้สูงอายุ หนุนการทำหนังสือเจตนา ปฏิเสธการรักษาแบบยื้อชีวิต

สช.ร่วมสภาผู้สูงอายุ หนุนการทำหนังสือเจตนาปฏิเสธการรักษาแบบยื้อชีวิต ประธานสภาผู้สูงอายุ ชี้ ข้อดีของการแสดงสิทธิการตายช่วยลดภาระ “ผู้ป่วย ญาติ รพ.และ ประเทศชาติ

     วันนี้ (4 พ.ค.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย และ สมาคมข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือเรื่องการส่งเสริมการใช้สิทธิตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ    พ.ศ.2550
       
       นพ.วิชัย โชควิวัฒน นายกสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การผลักดันเรื่องมาตรา 12 สิทธิ การตาย อาจเพิ่งเกิดขึ้น แต่ในอดีตมีการกำหนดเรื่องสิทธิดังกล่าว โดยการเลือกสั่งลาด้วยตนเองมาก่อน แล้ว แค่ไม่มีกฎหมายมารองรับเท่านั้น แต่ในวันนี้มี กม.มารองรับแล้ว เพื่อยืนยันว่า แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ไม่ได้ส่วนผิดต่อการสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างญาติและแพทย์ เนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ของของผู้ป่วยเอง
       
       นพ.วิชัย กล่าวด้วยว่า การยื้อชีวิตด้วยการรับบริการสาธารณสุข ในวาระสุดท้าย เพื่อยืดการตายเป็นภาระอยู่ 4 ส่วน คือ
1.ตัวเองคือ เป็นการทรมานร่างกาย ที่อาจทำให้เจ็บปวดมากกว่าเดิมของบางโรคที่อาการรุนแรง เช่น โรคมะเร็ง ที่ต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด ซึ่งที่ผ่านมาจากการพบปะแพทย์ในวงการพบมีผู้ป่วยหลายรายเลือกที่จะฆ่าตัวตายแทนที่จะทนใช้ยาแก้ปวด2.เป็นภาระแก่ญาติที่ต้องเฝ้าดูแลและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา3.โรงพยาบาลทำให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ต้องบริการรับภาระดูแล โดยที่อาจจะไม่ได้เป็นความประสงค์ของผู้ป่วย ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าบุคลากรทางการแพทย์นั้นมีน้อย และ4.ประเทศชาติหมายถึงภาระของการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องเบียดบังการรักษาผู้ป่วยรายอื่นหลายส่วน ทำให้ประเทศชาติต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งหากมองเฉพาะสัดส่วนผู้สูงอายุก็ถือว่า มำจำนวนไม่น้อย
       
       “สำหรับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัย ค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่การเกิด จนตาย เฉลี่ยต่อรายที่ชัดเจน แต่ที่สหรัฐอเมริกา มีการศึกษาแล้ว พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาผู้ป่วยใน 6 เดือนสุดท้าย พบว่า มีอัตราสูงถึง 50% ของงบบริการสาธารณสุขที่ใช้ทั้งชีวิต ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้ม การมีสิทธิที่จะเลือกทำหนังสือเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพื่อยืดการตาย ก็ถือว่าเป็นสิทธิอันพึงประสงค์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่าง” นพ.วิชัย กล่าว
       
       รศ.สิวลี ศิริไล ภาคีสมาชิกราชบัณฑิต ประเภทปรัชญา สาขาจริยศาสตร์ กล่าวว่า สารสำคัญของการทำหนังสือนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าความตายคืออะไร แต่อยู่ที่คนอยู่จะให้อะไรคนตาย ซึ่งขณะนี้เป็นแค่การให้สิทธิเท่านั้น หากอยู่ในวาระสุดท้ายก็แค่ขอใช้สิทธิปฏิเสธการรักษาที่เป็นแค่การยื้อชีวิต เพื่อลดความบลำบากใจในการตัดสินใจของแพทย์ ว่า จะปฏิบัติอย่างไร พร้อมทั้งลดความลำบากใจของญาติที่บางคนต้องการรักษาต่อ บางคนต้องการให้ยุติ แต่การแสดงเจตนารมณ์ช่วยตัดสินใจได้ว่ายขึ้น ซึ่งโดยหากจริยศาสตร์ ก็ไม่ถือว่าผิด และยังมี กม.มารองรับก็จะยิ่งดีขึ้นต่อการตัดสินใจของแพทย์ด้วย ซึ่งเชื่อว่า หลายคนคงปรารถนาที่จะตายดีด้วยการได้อยู่ใกล้ชิดกับคนรักมากกว่าการใช้ชีวิตแบบว้าเหว่ในโรงพยาบาล เพราะสามารถช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ ขณะที่แพทย์และพยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ที่มีส่วนร่วมดูแลก็ต้องมีการสื่อสารในการบอกลาที่ดี ด้วยเพื่อให้ผู้ป่วยสบายใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลต์

ไม่แก่เกินเรียน! ปู่ออสซีคว้า “ปริญญาใบที่ 4” ตอนอายุ 97 ปี

555000005826202 large

เอเอฟพี - ทันตแพทย์ชาวออสเตรเลียวัย 97 ปี เข้ารับปริญญามหาบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น ครอสส์ ในวันนี้ (4) และทำสถิติบัณฑิตจบใหม่ที่มีอายุมากที่สุดในโลก
       
       กินเนสส์ เวิลด์ เร็คคอร์ดส เคยประกาศให้ แอลเลน สจ๊วต ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี 1915 เป็นเจ้าของสถิติบัณฑิตที่อายุมากที่สุดในโลกมาแล้ว หลังจากที่เขาจบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ เมื่อปี 2006 ขณะอายุได้ 91 ปี

      
       “คราวนี้ ผมคงได้แขวนหมวกปริญญากับเสื้อครุยจริงๆ เสียที ถึงจะเคยพูดอย่างนี้มาแล้วตอนได้ปริญญาใบก่อน แล้วก็เกิดเบื่อขึ้นมาภายหลังคุณปู่รักเรียนจากเมืองพอร์ต สตีเฟนส์ ทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ เผย
       
       “ทุกวันนี้ผมมีเวลาว่างมากมาย จึงอยากบริหารจิตใจให้คึกคักเสมอ
       
       ปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก เป็นปริญญาใบที่ 4 ในชีวิตของคุณปู่ ซึ่งเริ่มเรียน ป.ตรี สาขา
       ทันตแพทยศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อทศวรรษที่ 1930
       
       หลังจากยึดอาชีพหมอฟันมานานหลายปี และยังคว้าปริญญาสาขาทันตแพทยศาสตร์ได้เป็นใบที่ 2 อีกด้วย ปู่สจ๊วตจึงหันมาฝึกสมองด้วยการลงเรียนวิชากฎหมายขณะอายุได้ 80 กว่า และได้ปริญญาสาขานิติศาสตร์เมื่อปี 2006 โดยใช้เวลาเรียน 4 ปีครึ่ง
       
       คุณปู่ออกกำลังกายด้วยการเดินทุกวัน และฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังอ่านตำราเรียนแพทย์ นวนิยายแนวอาชญากรรม และเล่นเกมบริดจ์เพื่อฝึกฝนความคิดอยู่ตลอดเวลา
       
       ปู่สจ๊วต สมัครเรียนปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก เมื่อปี 2009 ซึ่งแม้จะเป็น ความท้าทายใหญ่หลวงสำหรับคนที่อายุเฉียดร้อย แต่คุณปู่ก็สนุกกับการเรียน และแนะนำให้ผู้สูงอายุคนอื่นๆ หันกลับมาเรียนหนังสือบ้าง
       
       “คนเราไม่ควรอ้างว่าแก่จนเรียนหนังสือแล้ว... เพราะไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเปิดสมองของเราให้กว้าง, หาเพื่อนใหม่ๆ และท้าทายความสามารถของตัวเองโดยการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้สำเร็จ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลต์

วิทยาชูนโยบายลดโรคเพิ่มสุขของขวัญผู้สูงอายุไทย

           

          วิทยาชูนโยบายลดโรค เพิ่มสุข เป็นของขวัญผู้สูงอายุไทยกว่า 8 ล้านคน ให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้อารยะสถาปัตย์ สะดวก สะอาด ปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่สำรวจ ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุทุกชุมชน หมู่บ้าน จัดรถพยาบาลฉุกเฉินรับตัวถึงบ้าน  ในอีก 1-2 ปี เตรียมผุดคลินิกเดย์แคร์ต้นแบบ บูรณาการแพทย์ 3 แผนดูแล ละการดูแลผู้สูงอายุในคอนโด บ้านจัดสรร สังคมเมือง

        นายวิทยา  บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 13 เมษายน ทุกปี  ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2554 ระเทศไทยมีผู้สูงอายุ  60 ปีขึ้นไป จำนวน 8 ล้านกว่าคน จากประชากรประมาณ  64  ล้านคน อายุขัยเฉลี่ยผู้ชายไทย 69.4 ปี ผู้หญิงเฉลี่ย 81.9 ปี ผู้ชายอายุสั้นกว่าผู้หญิงเนื่องจากมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงกว่าทั้งเรื่องอุบัติเหตุจราจร การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา  โดยในปี 2553 จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ทั่วประเทศมีผู้ที่อายุเกิน 100 ปี หรือเรียกว่า ศตวรรษิกชน จำนวน 14,493 คน  เป็นหญิง 8,474 คน ชาย 6,019 คน

          นายวิทยากล่าวว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญแก่ผู้สูงอายุไทย ซึ่งเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรของครอบครัว โดยมีนโยบายลดโรค เพิ่มสุข ให้ผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ50 จะมีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค เช่น เบาหวาน  ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มบริการพิเศษ มอบเป็นของขวัญแก่ผู้สูงอายุทุกคน โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกระดับทั่วประเทศกว่า 10,000 แห่ง ปรับปรุงโครงสร้างสถานที่ให้เป็นแบบอารยะสถาปัตย์ เช่น ทางลาด ห้องส้วม  ที่จอดรถ ให้สะดวก สะอาด และปลอดภัย โดยให้ใช้ส้วมชนิดนั่งแทนส้วมนั่งยอง ซึ่งจะสบายกว่า เนื่องจากผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 20 มีปัญหาข้อเข่าเสื่อม และให้ทุกจุดบริการในโรงพยาบาล เช่น ห้องบัตร  ห้องตรวจโรค  ห้องยา ให้บริการทางด่วน แก่ผู้ที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ไม่ต้องเข้าคิว หรือบริการ 70 ปีไม่มีคิว  เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับบริการอย่างรวดเร็ว  และให้จัดหน่วยบริการพิเศษในโรงพยาบาล เช่น บริการให้คำปรึกษา บริการตรวจประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป           

             ส่วนในชุมชน หมู่บ้านทั่วประเทศ ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ออกสำรวจ ตรวจคัดกรองสุขภาพกายและสุขภาพจิตผู้สูงอายุทุกคน  ประเมินตามความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน เช่นการเดิน การอาบน้ำ การรับประทานอาหาร  และประเมินสุขภาพจิต โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้า ว้าเหว่ และประเมินภาวะสมองเสื่อม เพื่อจัดกลุ่มดูแลอย่างเหมาะสม หากเป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย จะจัดหน่วยเยี่ยมบ้านดูแลต่อเนื่อง  หากผู้สูงอายุเจ็บป่วยจำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล  จะจัดรถพยาบาลไปรับส่งถึงบ้าน             

             นายวิทยา กล่าวต่อว่า ในอีก 1-2 ปีนี้ ได้วางแผนการบริการผู้สูงอายุอีก 3 เรื่อง เพื่อให้ผู้สูงอายุไทยมีสุขภาพแข็งแรงให้นานที่สุด และนอนโรงพยาบาลให้ช้าที่สุด ดังนี้1.ให้กรมอนามัย พัฒนารูปแบบบริการส่งเสริมสุขภาพ  ป้องกันปัญหาที่มักเกิดกับผู้สูงอายุ เช่นข้อเข่าเสื่อม หลังงอ2.ให้กรมการแพทย์  พัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยในภาคกลางวัน หรือที่เรียกว่าเดย์ แคร์ (Day Care Center) ในโรงพยาบาล ให้เหมาะกับสภาพสังคมไทย  โดยบูรณาการการรักษาฟื้นฟูด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขยายผลในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นศูนย์ฝึกอบรมลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุด้วย   เพิ่มบริการประเมินสุขภาพผู้สูงอายุอย่างครบวงจร เช่นประเมินการหกล้ม สายตา สมองเสื่อม และส่งรักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง

           ประการที่ 3. คือการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในเขตเมือง ซึ่งแนวโน้มจะมีมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมไทย ในสภาพสังคมเมืองผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะอยู่โดดเดี่ยว  ตามคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร บางคนอยู่คนเดียว ขาดลูกหลานดูแล แตกต่างจากสังคมชนบท  เป็นจุดที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้มอบให้กรมการแพทย์ พัฒนาโดยนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลผู้สูงอายุ เช่นโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ตหรือระบบเทเลเมดดิซีน( Telemedicine) ทั้งเรื่องการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ การติดตามการรักษา               

            ทางด้านนายแพทย์นันทศักดิ์ ธรรมานวัตร์ ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์กล่าวว่า  สุขภาพของผู้สูงอายุขณะนี้น่าเป็นห่วง จากการประเมินพบว่า ผู้ที่ที่ไปใช้บริการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาล เป็นผู้สูงอายุร้อยละ 60-70 ผลการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อพ.ศ.2551-2552 โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่าผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ที่พบบ่อยคือโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 48 โรคเบาหวานร้อยละ 16 และอ้วนลงพุงร้อยละ 36 ส่วนกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะ ตัวเลขที่น่าตกใจมากพบว่า ผู้สูงอายุไทยเป็นโรคข้อเสื่อมค่อนข้างสูงเฉลี่ยร้อยละ19 คาดประมาณว่าขณะนี้ผู้สูงอายุไทย กำลังเชิญโรคข้อเสื่อม ทำให้มีอาการปวดข้อ ข้อบวมอย่างเรื้อรัง ประมาณ 1 ล้าน 4 แสนกว่าคน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกือบ 2 เท่าตัว พบผู้สูงอายุมีภาวะสมองเสื่อมร้อยละ12 หรือประมาณ 880,000 คน ส่วนใหญ่พบในเขตชนบทมากกว่าในเมือง     ส่วนปัญหาสายตา  พบเป็นต้อกระจกร้อยละ 21 ในด้านการบดเคี้ยว พบว่าผู้สูงอายุทั้งชายและหญิงร้อยละ 53 เหลือฟันในปากน้อยกว่า 20 ซี่ โดย 1 ใน 5 ใส่ฟันปลอม มากที่สุด คือผู้สูงอายุในกทม. ต่ำที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

          ขณะนี้คาดว่า จะมีผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดี ช่วยเหลือเองไม่ได้เลย ต้องพึ่งคนอื่นดูแล 100 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 80,000 คน มีผู้สูงอายุที่ป่วยและพอช่วยเหลือตนเองได้ หรือเรียกว่ากลุ่มอยู่ติดบ้านประมาณร้อยละ 20  หรือประมาณ 1.6 ล้านคน ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 80 เป็นผู้สูงอายุที่สุขภาพแข็งแรง ช่วยตัวเองได้ดี  ซึ่งกลุ่มนี้รวมถึงผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังประจำตัวด้วย  

                             

ขอบคุณข้อมูลจาก : ฐานออนไลต์

ปรับนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 รองรับสังคมผู้สูงวัย

นักวิชาการเสนอปรับนิยามผู้สูงอายุจาก 60 เป็น 65 ปี รองรับสังคมคนแก่ เผยคนไทยอายุยืนมากขึ้น เฉลี่ย 73 ปี ชี้ระบบสาธารณสุขช่วยคนไทยแข็งแรง หญิงตายยากกว่าชาย เผยข้อดีเปลี่ยนเกณฑ์อายุช่วยเพิ่มโอกาสมีงานทำ-ออมเงินมากขึ้น

          เมื่อวันที่ 30 เมษายน มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย จัดเวทีเสวนาใสหัวข้อ "ผู้สูงอายุไทย ทำไมต้อง 60 ปี"เพื่อทบทวนความเหมาะสมเกณฑ์ผู้สูงอายุที่กำหนดไว้ 60 ปี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

          ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เสนอให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนคำนิยามของผู้สูงอายุ จากผู้ที่มีอายุ 60 ปี เป็น 65 ปี เนื่องจากประชากรไทยมีอายุยืนยาวขึ้น และมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาสังคมไทยได้พัฒนาระบบสาธารณสุขทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมคนไทยเมื่อ 100 ปีก่อนจะมีอายุเฉลี่ยเพียง 37 ปีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 73 ปี เมื่อประชากรมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุในช่วงปลาย หรือวัยที่มีอายุ 70 ปีหรือ 80 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นตาม เช่นเดียวกันกับสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีขึ้น และยังมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ แม้อายุจะเกิน 60 ปีไปแล้วก็ตาม

          ส่วนการใช้เกณฑ์กำหนดอายุ 60 ปีนั้น เราใช้คำนิยามมากจาก พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ หรือทุก ๆ วันที่ 30 กันยายนในทุกปี ในขณะที่ภาคเอกชนก็ได้กำหนดการเกษียณอายุ การทำงานของแรงงานไว้ที่อายุ 55 ปี

          นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุเดิมจาก 60 ปี เป็น 65 ปี จะทำให้จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 ล้านคน หรือสัดส่วนแรงงานต่อประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.4 เป็นร้อยละ 71.3 ซึ่งจำนวนและสัดส่วนแรงงานที่เพิ่มขึ้นนี้จะไปลดจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุลง

          เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ หรือจำนวนผู้สูงอายุที่คนวัยทำงาน 100 คน จะต้องดูแลได้เหลือเพียง 11.1 จากเดิม 17.5 คน รวมไปถึงอัตราส่วนพึ่งพิงทางอายุโดยรวม ซึ่งหมายถึงจำนวนเด็กและผู้สูงอายุที่คนวัยทำงาน 100 คน จะต้องดูแลลดลงไปด้วย คือ จาก 48.3 ตามนิยามเดิม ลดลงเหลือ 40.2 ตามนิยามใหม่

          "การเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจาก 60 ปี เป็น 65 ปี จะเพิ่มโอกาสการทำงานให้แก่ผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้และเพิ่มระยะเวลาการออมมากขึ้น จึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งบุตรหลานหรือภาครัฐมากนัก และยังเป็นการสร้างพลังอำนาจให้แก่ผู้สูงอายุได้อีกด้วย" ศ.ปราโมทย์ กล่าว

          พญ.อรพิชญา ไกรฤทธิ์ อาจารย์หน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผู้สูงอายุในทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์นั้น จะเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี และร่างกายของเราจะมีพลังสำรองประมาณ 10 เท่า ของอายุที่จะต้องใช้จริงประมาณ 20-30 ปี และความสามารถของร่างกายเราจะลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ตั้งแต่อายุ 30 เป็นต้นไป

          ทั้งนี้ จากการศึกษารายงานสุขภาพคนไทยประจำปีของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า ประชากรชายมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 69.5 ปี ส่วนผู้หญิงนั้นอายุเฉลี่ย 76.3 ปี และหากนำมาเทียบกับสถิติในยุคสมัยนี้ที่ระบบของการดูแลสุขภาพทั่วถึงทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หากมีอายุ 60 ปีจะอยู่ต่อไปได้อีก 21.9 ปี ซึ่งเท่ากับว่าผู้หญิงจะอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็จะบกพร่องทางสุขภาพเยอะกว่าผู้ชาย

          ขณะที่ นางอุบล หลิมสกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กล่าวว่า การนิยามคำว่าผู้สูงอายุแบบใหม่นั้น เป็นเรื่องที่สังคมในแต่ละประเทศจะไปตกลงกัน เพราะในประเทศตะวันตกหลายแห่ง อาทิ ประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เขาก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนอายุของการนิยามคำว่า ผู้สูงวัยเป็น 65 ปี คำว่า ผู้สูงอายุ นั้นมันเป็นคำนิยามทางสังคม และก็จะก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ทางสังคม ทั้งนี้ การเปลี่ยนนิยามของอายุผู้สูงวัยสามารถทำได้ แต่จะต้องมองให้รอบด้าน

          "สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการที่เราจะกำหนดนิยามของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปนั้น คือ การเตรียมความพร้อมของครอบครัว การปรับสภาพแวดล้อม และสถานที่ต่าง ๆ รองรับกับผู้สูงวัย โดยส่วนตัวเชื่อว่าการเปลี่ยนนิยามผู้สูงวัยจะทำให้อัตราการออมสูงขึ้น มีงานมีรายได้และบทบาททางสังคมเพิ่มมากขึ้นด้วย" นางอุบล กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยโพสต์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
442357
TodayToday54
YesterdayYesterday316
This_WeekThis_Week315
This_MonthThis_Month3088
All_DaysAll_Days442357
3.209.80.87