agingthai

เปิดเคล็ดลับล่าสุด"อายุเกิน 100 ปี" ง่ายๆ คุณทำเองก็ได้

เปิดเคล็ดลับล่าสุด"อายุเกิน 100 ปี" ง่ายๆ คุณทำเองก็ได้ ?

"หัวเราะง่าย-อารมณ์ดี"ปัจจัยอายุยืน ผลสำรวจประชากรเกิน100ปีล่าสุดยืนยัน 

วิทยาลัยการแพทย์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สถาบันเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ชั้นนำของโลก ในสังกัดมหาวิทยาลัยเยชีวา ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีโครงการศึกษาวิจัยโครงการหนึ่งชื่อ โครงการยีนส์อายุยืน ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาเหตุปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนเป็นพิเศษในประชากรบางกลุ่ม

 โครงการนี้สนใจศึกษากลุ่มประชากรที่มีลักษณะพิเศษกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ กลุ่มคนดังกล่าวคือ ชาวอัชเคนาซซี ยิว ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มย่อยในภาคพื้นยุโรปตะวันออก ที่มีสถิติอายุเฉลี่ยยืนยาวเป็นพิเศษ โดยกลุ่มตัวอย่างที่โครงการยีนส์อายุยืนศึกษานั้น เป็นชาวอัชเคนาซซี ยิว มากกว่า 500 คน ทั้งหมดมีอายุ 95 ปีขึ้นไป กับกลุ่มเครือญาติลูกหลานอีก 700 คน

อัชเคนาซซี ยิว เป็นกลุ่มย่อยของประชากรยิวในยุโรปที่มีคุณลักษณะทางยีนส์ใกล้ชิดกันมาก บางกลุ่มของประชากรยิวกลุ่มย่อยนี้มีอายุยืนมากเป็นพิเศษ ทำให้ง่ายต่อการใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรอื่นๆ ในการศึกษาวิจัยหาเหตุปัจจัยที่ทำให้อายุยืน

ในการศึกษารอบแรกสุด ทีมวิจัยพบว่าคุณลักษณะพิเศษของยีนส์เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนบางกลุ่มมีอายุยืนเป็นพิเศษ เพราะมีกลไกในการซ่อมแซมเซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ในการศึกษาครั้งถัดมา พบว่า บรรดาผู้ที่มีอายุยืนในกลุ่มประชากรกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องมีพฤติกรรมเชิงสุขภาพดีกว่ากลุ่มประชากรทั่วไปแต่อย่างใด เพราะยังคงสูบบุหรี่ กิน ดื่มแบบเดียวกับที่คนทั่วไปใช้ชีวิตกัน นั่นทำให้การศึกษาล่าสุดของโครงการมุ่งเน้นไปที่บุคลิกภาพเป็นกรณีพิเศษ โดยนายนีร์ บาร์ซิลเล หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาแบบสำรวจเพื่อใช้วัดบุคลิกภาพขึ้นแจกจ่ายให้กับกลุ่มอัชเคนาซซียิว 243 คนที่มีอายุเฉลี่ย 97.6 ปี โดยกลุ่มตัวอย่าง 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นสตรี

บาร์ซิลเลยอมรับว่าประหลาดใจกับผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้อายุยืนของกลุ่มตัวอย่างไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบและมีความหมายแต่อย่างใด กลับเป็นเรื่องของการมีทัศนคติในทางบวกต่อชีวิตต่างหากที่กลายเป็นเหตุปัจจัยสำคัญ

"คนกลุ่มนี้เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ใช้ชีวิตสบายๆ มองโลกในแง่ดี และชอบใช้ชีวิตนอกสถานที่ พวกเขายึดถือว่าการได้หัวเราะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่สำคัญอย่างยิ่ง และมีเครือข่ายสังคมขนาดใหญ่ แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเปิดเผยแทนที่จะเก็บงำไว้มิดชิด" นายบาร์ซิลเลระบุ โดยเสริมว่า มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบุคลิกภาพอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นทำนองดังกล่าวได้ระหว่างอายุ 70-100 ปี ดังนั้น ผู้วิจัยไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าผู้ที่มีอายุยืนทั้งหลายคงบุคลิกภาพและอุปนิสัยเช่นนี้มาตลอดช่วงอายุหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายบาร์ซิลเลระบุว่า ผลวิจัยล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีอายุยืนเป็นพิเศษมีอุปนิสัยเชิงบุคลิกพิเศษบางอย่างเหล่านี้ร่วมกัน และยีนส์ที่เป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพทำนองนี้อาจมีบทบาทสำคัญในการทำให้คนเรามีทั้งสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษได้

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลต์

นครสวรรค์โพล ชี้ ผู้สูงอายุเห็นว่าเศรษฐกิจ-สังคมไทย แย่ลงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ในยุคปัจจุบันกำลังจะเข้าสู่ยุคของผู้สูงอายุเนื่องจาก อัตราการเพิ่มของผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้มีบทบาทสำคัญ  ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อเป็นการสะท้อนภาพอันเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีบทบาท ต่อประเทศสูงขึ้น  “นครสวรรค์โพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ จึงได้สำรวจความคิดเห็นของผู้สูงอายุ ซึ่งในปัจจุบันยังนับบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปใน 9 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ จำนวน 1,248 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 8 พฤษภาคม 2555 สรุปผลได้ดังนี้


  1.  ความคิดเห็นของผู้สูงอายุ กรณี การที่มีแนวคิดจะขยายอายุของผู้ที่เข้าข่ายสูงอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี
             อันดับ 1  ไม่เห็นด้วย 73.56%เพราะ  อายุ 60 ปีก็ถือว่ามากแล้ว สภาพร่างกายและการจดจำของผู้สูงอายุแต่ละคนไม่เหมือนกัน  บางคนทำงานมามากแล้วควรจะหยุดพักผ่อน หาความสุขหรืออยู่กับลูกหลานอย่างเต็มที่ ฯลฯ  

       อันดับ 2 เห็นด้วย 26.44%เพราะ  คิดว่ายังทำงานได้ สามารถให้คำปรึกษาแนะนำแก่คนรุ่นหลังโดยใช้ประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมา ทำให้รู้สึกว่ายังเป็นคนที่มีคุณค่าร่างกายยังแข็งแรงอยู่ การแพทย์ การรักษาพยาบาลในปัจจุบันมีความก้าวหน้าช่วยให้มีสุขภาพที่ดี ฯลฯ

2.  “ชีวิตของผู้สูงอายุไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?
           อันดับ 1  “ชีวิตผู้สูงอายุ” ณ วันนี้ ดีกว่า   64.73%เพราะ   ภาครัฐให้ความสำคัญและมีสวัสดิการต่างๆที่เอื้อให้แก่ผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น เบี้ยยังชีพ เงินบำนาน การรักษาพยาบาล ,มีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่ ฯลฯ

          อันดับ 2 เหมือนๆเดิม 21.74%เพราะ  เป็นธรรมดาของคนสูงอายุที่มีสุขบ้างทุกข์บ้าง คนเราเกิดมาก็ต้องแก่ชราไปตามวัย ฯลฯ

          อันดับ 3 “ชีวิตผู้สูงอายุ” ณ วันนี้ แย่กว่า   13.53%เพราะ  สภาพร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีคนดูแล ไม่มีเงินไว้ใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว ,เดินทางไปไหน มาไหนลำบาก ไม่สะดวก ฯลฯ

3.  “การเมืองไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?

           อันดับ 1  เหมือนๆเดิม 51.22%เพราะ  ยังมีการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้ง แตกแยกอยู่เหมือนเดิม ,นักการเมืองมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ฯลฯ
          อันดับ 2 “การเมืองไทย” ณ วันนี้ แย่กว่า   40.98%เพราะ  การแข่งขันทางการเมืองมีมากขึ้น ใช้วิธีการต่างๆที่รุนแรง มีการดึงเอาประชาชนหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเป็นพวกมากขึ้น นโยบายที่ ประกาศไว้ไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน เอื้อประโยชน์แก่ตนเอง ดีแต่พูดเอาดีใส่ตัว ฯลฯ
         อันดับ 3 “การเมืองไทย” ณ วันนี้ ดีกว่า 7.80%เพราะ  สังคมไทยโดยเฉพาะสื่อมวลชนมีการตรวจสอบมากขึ้น  ประชาชนให้ความสนใจและติดตามการเมืองกันมาก ฯลฯ                                                                 

  4.  “เศรษฐกิจไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?

            อันดับ 1  “เศรษฐกิจไทย” ณ วันนี้ แย่กว่า   69.08%เพราะ  ข้าวของทุกวันนี้แพงมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา  ค่าครองชีพสูงขึ้น เงินไม่พอจ่าย ต้องกู้หนี้ยืมสิน ,ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมและภัยธรรมชาติอย่างหนัก ฯลฯ

          อันดับ 2 เหมือนๆเดิม 25.12%เพราะ  เศรษฐกิจไทยมีทั้งขึ้นและลง  ของกินของใช้บางประเภทมีการปรับราคาสูงขึ้นโดยตลอด เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดที่เข้ามาบริหารประเทศ ฯลฯ

           อันดับ 3 “เศรษฐกิจไทย” ณ วันนี้ ดีกว่า     5.80%เพราะ  เงินเดือน เงินที่ได้รับจากสวัสดิการต่างๆเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายคล่องตัวขึ้น ฯลฯ

5.  “สังคมไทย” ณ วันนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ (5 ปี ที่ผ่านมา) เป็นอย่างไร?

           อันดับ 1  “สังคมไทย” ณ วันนี้ แย่กว่า   66.50%เพราะ  คนไทยขาดความสามัคคี แตกแยก ขาดคุณธรรมจริยธรรม ต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีน้ำใจ ,สภาพสังคมเสื่อมโทรม จิตใจคนโหดเหี้ยมมากขึ้น ,เทคโนโลยี ความทันสมัยต่างๆเข้ามาทำลายความเป็นไทย ฯลฯ 
         อันดับ 2 เหมือนๆเดิม 18.45%เพราะ   สังคมไทยเป็นสังคมที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก ย่อมมีปัญหาหรือมีความเปลี่ยนแปลง การควบคุมดูแลให้ทั่วถึงเป็นเรื่องลำบาก ฯลฯ
          อันดับ 3 “สังคมไทย” ณ วันนี้ ดีกว่า   15.05%เพราะ  เห็นได้จากเมื่อประเทศชาติเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใดคนไทยยังคงมีน้ำใจช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งกัน ฯลฯ

6.  “บทเรียน” ที่ผู้สูงอายุได้รับจากการใช้ชีวิตมาถึง ณ วันนี้ ที่อยากฝากให้ลูกหลานคือ

          อันดับ 1  เกิดเป็นคนต้องยึดมั่นในความดี มีความกตัญญู มีน้ำใจ รู้จักให้อภัยและแบ่งปัน /  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  36.21%
       อันดับ 2 การใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาท /ขยัน อดทน ไม่กลัวลำบาก /ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่โลภประหยัด อดออมและอยู่อย่างพอเพียง 30.60%
    อันดับ 3 คนไทยทุกคนจะต้องรักและหวงแหนแผ่นดิน /ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ สิ่งแวดล้อม /อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทยให้อยู่ต่อไป 15.09%
         อันดับ 4 เรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คดโกงผู้อื่นหรือทำลายประเทศชาติบ้านเมือง  10.77%    

        อันดับ 5 การให้ความเคารพนับถือ เชื่อฟังผู้ใหญ่ รักครอบครัว /การมอบความรักและดูแลเอาใจใส่พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยายอยู่เสมอ อย่าทอดทิ้งคนแก่    7.33%

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลต์

ไม่แก่เกินเรียน! ปู่ออสซีคว้า “ปริญญาใบที่ 4” ตอนอายุ 97 ปี

555000005826202 large

เอเอฟพี - ทันตแพทย์ชาวออสเตรเลียวัย 97 ปี เข้ารับปริญญามหาบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น ครอสส์ ในวันนี้ (4) และทำสถิติบัณฑิตจบใหม่ที่มีอายุมากที่สุดในโลก
       
       กินเนสส์ เวิลด์ เร็คคอร์ดส เคยประกาศให้ แอลเลน สจ๊วต ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี 1915 เป็นเจ้าของสถิติบัณฑิตที่อายุมากที่สุดในโลกมาแล้ว หลังจากที่เขาจบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ เมื่อปี 2006 ขณะอายุได้ 91 ปี

      
       “คราวนี้ ผมคงได้แขวนหมวกปริญญากับเสื้อครุยจริงๆ เสียที ถึงจะเคยพูดอย่างนี้มาแล้วตอนได้ปริญญาใบก่อน แล้วก็เกิดเบื่อขึ้นมาภายหลังคุณปู่รักเรียนจากเมืองพอร์ต สตีเฟนส์ ทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ เผย
       
       “ทุกวันนี้ผมมีเวลาว่างมากมาย จึงอยากบริหารจิตใจให้คึกคักเสมอ
       
       ปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก เป็นปริญญาใบที่ 4 ในชีวิตของคุณปู่ ซึ่งเริ่มเรียน ป.ตรี สาขา
       ทันตแพทยศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อทศวรรษที่ 1930
       
       หลังจากยึดอาชีพหมอฟันมานานหลายปี และยังคว้าปริญญาสาขาทันตแพทยศาสตร์ได้เป็นใบที่ 2 อีกด้วย ปู่สจ๊วตจึงหันมาฝึกสมองด้วยการลงเรียนวิชากฎหมายขณะอายุได้ 80 กว่า และได้ปริญญาสาขานิติศาสตร์เมื่อปี 2006 โดยใช้เวลาเรียน 4 ปีครึ่ง
       
       คุณปู่ออกกำลังกายด้วยการเดินทุกวัน และฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังอ่านตำราเรียนแพทย์ นวนิยายแนวอาชญากรรม และเล่นเกมบริดจ์เพื่อฝึกฝนความคิดอยู่ตลอดเวลา
       
       ปู่สจ๊วต สมัครเรียนปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก เมื่อปี 2009 ซึ่งแม้จะเป็น ความท้าทายใหญ่หลวงสำหรับคนที่อายุเฉียดร้อย แต่คุณปู่ก็สนุกกับการเรียน และแนะนำให้ผู้สูงอายุคนอื่นๆ หันกลับมาเรียนหนังสือบ้าง
       
       “คนเราไม่ควรอ้างว่าแก่จนเรียนหนังสือแล้ว... เพราะไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเปิดสมองของเราให้กว้าง, หาเพื่อนใหม่ๆ และท้าทายความสามารถของตัวเองโดยการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้สำเร็จ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลต์

สช.ร่วมสภาผู้สูงอายุ หนุนการทำหนังสือเจตนา ปฏิเสธการรักษาแบบยื้อชีวิต

สช.ร่วมสภาผู้สูงอายุ หนุนการทำหนังสือเจตนาปฏิเสธการรักษาแบบยื้อชีวิต ประธานสภาผู้สูงอายุ ชี้ ข้อดีของการแสดงสิทธิการตายช่วยลดภาระ “ผู้ป่วย ญาติ รพ.และ ประเทศชาติ

     วันนี้ (4 พ.ค.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย และ สมาคมข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือเรื่องการส่งเสริมการใช้สิทธิตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ    พ.ศ.2550
       
       นพ.วิชัย โชควิวัฒน นายกสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การผลักดันเรื่องมาตรา 12 สิทธิ การตาย อาจเพิ่งเกิดขึ้น แต่ในอดีตมีการกำหนดเรื่องสิทธิดังกล่าว โดยการเลือกสั่งลาด้วยตนเองมาก่อน แล้ว แค่ไม่มีกฎหมายมารองรับเท่านั้น แต่ในวันนี้มี กม.มารองรับแล้ว เพื่อยืนยันว่า แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ไม่ได้ส่วนผิดต่อการสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างญาติและแพทย์ เนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ของของผู้ป่วยเอง
       
       นพ.วิชัย กล่าวด้วยว่า การยื้อชีวิตด้วยการรับบริการสาธารณสุข ในวาระสุดท้าย เพื่อยืดการตายเป็นภาระอยู่ 4 ส่วน คือ
1.ตัวเองคือ เป็นการทรมานร่างกาย ที่อาจทำให้เจ็บปวดมากกว่าเดิมของบางโรคที่อาการรุนแรง เช่น โรคมะเร็ง ที่ต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด ซึ่งที่ผ่านมาจากการพบปะแพทย์ในวงการพบมีผู้ป่วยหลายรายเลือกที่จะฆ่าตัวตายแทนที่จะทนใช้ยาแก้ปวด2.เป็นภาระแก่ญาติที่ต้องเฝ้าดูแลและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา3.โรงพยาบาลทำให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ต้องบริการรับภาระดูแล โดยที่อาจจะไม่ได้เป็นความประสงค์ของผู้ป่วย ซึ่งทราบกันดีอยู่แล้วว่าบุคลากรทางการแพทย์นั้นมีน้อย และ4.ประเทศชาติหมายถึงภาระของการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ต้องเบียดบังการรักษาผู้ป่วยรายอื่นหลายส่วน ทำให้ประเทศชาติต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งหากมองเฉพาะสัดส่วนผู้สูงอายุก็ถือว่า มำจำนวนไม่น้อย
       
       “สำหรับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัย ค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่การเกิด จนตาย เฉลี่ยต่อรายที่ชัดเจน แต่ที่สหรัฐอเมริกา มีการศึกษาแล้ว พบว่า ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาผู้ป่วยใน 6 เดือนสุดท้าย พบว่า มีอัตราสูงถึง 50% ของงบบริการสาธารณสุขที่ใช้ทั้งชีวิต ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้ม การมีสิทธิที่จะเลือกทำหนังสือเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพื่อยืดการตาย ก็ถือว่าเป็นสิทธิอันพึงประสงค์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่าง” นพ.วิชัย กล่าว
       
       รศ.สิวลี ศิริไล ภาคีสมาชิกราชบัณฑิต ประเภทปรัชญา สาขาจริยศาสตร์ กล่าวว่า สารสำคัญของการทำหนังสือนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าความตายคืออะไร แต่อยู่ที่คนอยู่จะให้อะไรคนตาย ซึ่งขณะนี้เป็นแค่การให้สิทธิเท่านั้น หากอยู่ในวาระสุดท้ายก็แค่ขอใช้สิทธิปฏิเสธการรักษาที่เป็นแค่การยื้อชีวิต เพื่อลดความบลำบากใจในการตัดสินใจของแพทย์ ว่า จะปฏิบัติอย่างไร พร้อมทั้งลดความลำบากใจของญาติที่บางคนต้องการรักษาต่อ บางคนต้องการให้ยุติ แต่การแสดงเจตนารมณ์ช่วยตัดสินใจได้ว่ายขึ้น ซึ่งโดยหากจริยศาสตร์ ก็ไม่ถือว่าผิด และยังมี กม.มารองรับก็จะยิ่งดีขึ้นต่อการตัดสินใจของแพทย์ด้วย ซึ่งเชื่อว่า หลายคนคงปรารถนาที่จะตายดีด้วยการได้อยู่ใกล้ชิดกับคนรักมากกว่าการใช้ชีวิตแบบว้าเหว่ในโรงพยาบาล เพราะสามารถช่วยกระชับความสัมพันธ์ได้ ขณะที่แพทย์และพยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ที่มีส่วนร่วมดูแลก็ต้องมีการสื่อสารในการบอกลาที่ดี ด้วยเพื่อให้ผู้ป่วยสบายใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลต์

ปรับนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 รองรับสังคมผู้สูงวัย

นักวิชาการเสนอปรับนิยามผู้สูงอายุจาก 60 เป็น 65 ปี รองรับสังคมคนแก่ เผยคนไทยอายุยืนมากขึ้น เฉลี่ย 73 ปี ชี้ระบบสาธารณสุขช่วยคนไทยแข็งแรง หญิงตายยากกว่าชาย เผยข้อดีเปลี่ยนเกณฑ์อายุช่วยเพิ่มโอกาสมีงานทำ-ออมเงินมากขึ้น

          เมื่อวันที่ 30 เมษายน มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย จัดเวทีเสวนาใสหัวข้อ "ผู้สูงอายุไทย ทำไมต้อง 60 ปี"เพื่อทบทวนความเหมาะสมเกณฑ์ผู้สูงอายุที่กำหนดไว้ 60 ปี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

          ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เสนอให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนคำนิยามของผู้สูงอายุ จากผู้ที่มีอายุ 60 ปี เป็น 65 ปี เนื่องจากประชากรไทยมีอายุยืนยาวขึ้น และมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมาสังคมไทยได้พัฒนาระบบสาธารณสุขทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมคนไทยเมื่อ 100 ปีก่อนจะมีอายุเฉลี่ยเพียง 37 ปีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 73 ปี เมื่อประชากรมีอายุที่ยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุในช่วงปลาย หรือวัยที่มีอายุ 70 ปีหรือ 80 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นตาม เช่นเดียวกันกับสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีขึ้น และยังมีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ แม้อายุจะเกิน 60 ปีไปแล้วก็ตาม

          ส่วนการใช้เกณฑ์กำหนดอายุ 60 ปีนั้น เราใช้คำนิยามมากจาก พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ หรือทุก ๆ วันที่ 30 กันยายนในทุกปี ในขณะที่ภาคเอกชนก็ได้กำหนดการเกษียณอายุ การทำงานของแรงงานไว้ที่อายุ 55 ปี

          นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุเดิมจาก 60 ปี เป็น 65 ปี จะทำให้จำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 ล้านคน หรือสัดส่วนแรงงานต่อประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.4 เป็นร้อยละ 71.3 ซึ่งจำนวนและสัดส่วนแรงงานที่เพิ่มขึ้นนี้จะไปลดจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุลง

          เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ หรือจำนวนผู้สูงอายุที่คนวัยทำงาน 100 คน จะต้องดูแลได้เหลือเพียง 11.1 จากเดิม 17.5 คน รวมไปถึงอัตราส่วนพึ่งพิงทางอายุโดยรวม ซึ่งหมายถึงจำนวนเด็กและผู้สูงอายุที่คนวัยทำงาน 100 คน จะต้องดูแลลดลงไปด้วย คือ จาก 48.3 ตามนิยามเดิม ลดลงเหลือ 40.2 ตามนิยามใหม่

          "การเปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจาก 60 ปี เป็น 65 ปี จะเพิ่มโอกาสการทำงานให้แก่ผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้และเพิ่มระยะเวลาการออมมากขึ้น จึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่มาสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งบุตรหลานหรือภาครัฐมากนัก และยังเป็นการสร้างพลังอำนาจให้แก่ผู้สูงอายุได้อีกด้วย" ศ.ปราโมทย์ กล่าว

          พญ.อรพิชญา ไกรฤทธิ์ อาจารย์หน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผู้สูงอายุในทางการแพทย์และทางวิทยาศาสตร์นั้น จะเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 30 ปี และร่างกายของเราจะมีพลังสำรองประมาณ 10 เท่า ของอายุที่จะต้องใช้จริงประมาณ 20-30 ปี และความสามารถของร่างกายเราจะลดลง 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ตั้งแต่อายุ 30 เป็นต้นไป

          ทั้งนี้ จากการศึกษารายงานสุขภาพคนไทยประจำปีของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่า ประชากรชายมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 69.5 ปี ส่วนผู้หญิงนั้นอายุเฉลี่ย 76.3 ปี และหากนำมาเทียบกับสถิติในยุคสมัยนี้ที่ระบบของการดูแลสุขภาพทั่วถึงทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หากมีอายุ 60 ปีจะอยู่ต่อไปได้อีก 21.9 ปี ซึ่งเท่ากับว่าผู้หญิงจะอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ผู้หญิงก็จะบกพร่องทางสุขภาพเยอะกว่าผู้ชาย

          ขณะที่ นางอุบล หลิมสกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ กล่าวว่า การนิยามคำว่าผู้สูงอายุแบบใหม่นั้น เป็นเรื่องที่สังคมในแต่ละประเทศจะไปตกลงกัน เพราะในประเทศตะวันตกหลายแห่ง อาทิ ประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เขาก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนอายุของการนิยามคำว่า ผู้สูงวัยเป็น 65 ปี คำว่า ผู้สูงอายุ นั้นมันเป็นคำนิยามทางสังคม และก็จะก่อเกิดเป็นอัตลักษณ์ทางสังคม ทั้งนี้ การเปลี่ยนนิยามของอายุผู้สูงวัยสามารถทำได้ แต่จะต้องมองให้รอบด้าน

          "สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการที่เราจะกำหนดนิยามของผู้สูงอายุเปลี่ยนไปนั้น คือ การเตรียมความพร้อมของครอบครัว การปรับสภาพแวดล้อม และสถานที่ต่าง ๆ รองรับกับผู้สูงวัย โดยส่วนตัวเชื่อว่าการเปลี่ยนนิยามผู้สูงวัยจะทำให้อัตราการออมสูงขึ้น มีงานมีรายได้และบทบาททางสังคมเพิ่มมากขึ้นด้วย" นางอุบล กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยโพสต์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
458719
TodayToday43
YesterdayYesterday141
This_WeekThis_Week163
This_MonthThis_Month3424
All_DaysAll_Days458719
35.172.195.82