agingthai

สธ. ให้ รพ.ในสังกัดทุกแห่ง เปิดบริการทางด่วนผู้สูงวัย “70 ปี ไม่มีคิว"

องค์การอนามัยโลกเร่งทุกประเทศทั่วโลก รณรงค์กระตุ้นประชาชนร่วมกันดูแลผู้สูงอายุ เนื่องในวันอนามัยโลก 7เมษายน2555  เผยอีก 38 ปี จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกจะพุ่งถึง 2,000 ล้านคนพบได้ 1 คนในประชากรทุกๆ 4 คนต้องมีการวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาวโดยกระทรวงสาธารณสุขไทยให้โรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัด เปิดบริการทางด่วนผู้สูงวัย   “70 ปี ไม่มีคิวทุกจุดบริการ และให้สำรวจผู้สูงอายุทุกหมู่บ้าน ชุมชนทุกแห่ง ตรวจคัดกรองสุขภาพกาย ตรวจภาวะสมองเสื่อม ซึมเศร้า ขึ้นทะเบียนดูแลต่อเนื่องครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในเดือนพฤษภาคม 2555 นี้ อีกทั้งมีนโยบายให้สถานบริการสาธารณสุขเป็นมิตรกับผู้สูงอายุและผู้พิการ

      วันนี้ (4 เมษายน 2555) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายวิทยา บุรณศิริรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย และผู้บริหารระดับสูงแถลงข่าว เนื่องในวันอนามัยโลกประจำปี 2555 ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เมษายนทุกปีในปีนี้องค์การอนามัยโลก เน้นเรื่องผู้สูงอายุกับสุขภาพ (Ageing and Health) เพื่อให้ทุกประเทศทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะด้านสุขภาพ โดยกำหนดคำขวัญว่าให้ความรัก พิทักษ์อนามัย ผู้สูงวัยอายุยืน” (Good Health adds life to years )  

      นายวิทยากล่าวว่า  องค์การอนามัยโลก ระบุว่าในศตวรรษที่ 21 นี้ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเป็นกลุ่มประชากรที่เพิ่มจำนวนรวดเร็วที่สุดระหว่างปีพ.ศ. 2543- 2593 โดยจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากร้อยละ 11 หรือจำนวน 605 ล้านคนเป็นร้อยละ 22 หรือประมาณ 2,000 ล้านคนใน พ.ศ. 2593 หรือค.ศ.2050  กล่าวง่ายๆว่าในประชากรโลกทุก 4 คน จะพบผู้สูงอายุได้ 1 คนส่วนประเทศไทย กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วเช่นกันเนื่องจากอัตราเจริญพันธุ์ลดลงเด็กเกิดน้อยลงจากอดีตที่หญิงไทย 1 คนจะมีบุตรเฉลี่ย 2.1 คนแต่ขณะนี้หญิงไทย 1 คน มีบุตรเฉลี่ยเพียง 1.5 คน   ทำให้โครงสร้างประชากรเสียสมดุลจากการทำสำมะโนประชากรประเทศไทย ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดในปี 2553 ไทยมีผู้สูงอายุจำนวน 8.5 ล้านกว่าคน คิดเป็นร้อยละ 13 ของประชากรที่มีทั้งหมด 65.9 ล้านคน หากอัตราการมีบุตรยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าในปี พ.ศ.2593ผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็นร้อยละ 30

      นายวิทยา กล่าวต่อว่ารัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ได้จัดเตรียมระบบดูแลเป็นพิเศษ ตามยุทธศาสตร์ 6 ประการดังนี้

        1.ปรับโครงสร้างการบริการให้รองรับผู้สูงอายุรวมทั้งผู้พิการ เช่น ห้องน้ำ ห้องส้วมบันได ทางลาดชัน โดยจัดทำป้ายมองเห็นได้ง่าย           

        2.จัดระบบบริการผู้สูงอายุแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียวให้โรงพยาบาลเปิดช่องทางด่วนผู้สูงอายุที่อายุ 70 ปีขึ้นไป และผู้สูงอายุที่ป่วยหนัก และช่วยเหลือตนเองไม่ได้

       3.สนับสนุนให้ผู้สูงวัยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองโดยรวมตัวเป็นชมรม เช่น ชมรมผู้สูงอายุ

       4.สนับสนุนให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ในลักษณะจิตอาสา เช่นการดูแลเด็ก

        5.จัดสรรงบประมาณสนับสนุนด้านสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุ เช่นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลาน  

        6.ผลักดันการบูรณาการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนร่วมกันทั้งหน่วยบริการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชุมชนเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและคุณภาพชีวิตดี

        ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้สถานบริการในสังกัดทุกแห่ง จัดระบบการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการทั้งในสถานบริการและในชุมชน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 เป็นต้นไป    โดยให้โรงพยาบาลทุกแห่ง ปรับปรุงอาคารสถานที่ ทั้งห้องน้ำ ทางลาด ที่จอดรถ ให้ผู้สูงอายุใช้ได้อย่างปลอดภัยและให้เปิดช่องบริการทางด่วน “70 ปีไม่มีคิวทุกจุดบริการทั้งห้องบัตร ห้องตรวจ ห้องยา เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วและมีหน่วยบริการพิเศษผู้สูงอายุ ได้แก่บริการให้คำปรึกษา ชมรมผู้สูงอายุ และบริการตรวจประเมินสุขภาพ  

        ส่วนการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เน้นทำงานเชิงรุก ดูแลทั่วถึง   โดยให้สถานบริการทุกแห่ง สำรวจจำนวนผู้สูงอายุทุกหมู่บ้าน ชุมชนทุกแห่ง   และให้ตรวจคัดกรองสุขภาพกายประเมินความ สามารถในการทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานแต่ละคนและตรวจประเมินภาวะซึมเศร้าและภาวะสมองเสื่อม ให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2555 และขึ้นทะเบียนให้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อออกติดตามเยี่ยมให้การดูแลต่อเนื่องร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.   และจัดหมอใกล้บ้าน ใกล้ใจมีเจ้าหน้าที่ออกไปดูแลสุขภาพกาย-จิตที่บ้าน (Home Health Care)     รวมทั้งจัดช่องทางให้บริการดูแลปรึกษาทางโทรศัพท์กรณีป่วยฉุกเฉินและจะจัดบริการสายด่วน 1669 จัดรถพยาบาลนำส่งโรงพยาบาลฟรีทั้งหมด  

แหล่งข่าวโดย สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ไอทีไม่จำกัดวัย

news img 444132 1 large

การใช้คอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ต ทำให้เราไม่เงียบเหงา ผมพิมพ์ดีดได้ เลยเรียนได้เร็ว สามารถใช้ค้นหาข้อมูลที่เราต้องการรู้ที่สำคัญการใช้อินเทอร์เน็ตทำให้สมองเราไม่อยู่นิ่ง ลดการเกิดอัลไซเมอร์ ส่วนการมาเรียนในชมรมนี้ ทำให้ได้พบปะเพื่อนวัยเดียวกัน ร่วมทำกิจกรรมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา
 
"
พล.อ.ท.ดิเรก สังข์สุวรรณ" อดีตนายพลอากาศเกษียณราชการ อายุ 78 ปี หนึ่งในสมาชิกชมรมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อผู้สูงวัย หรือชมรมโอพีพีวาย เล่าในฐานะหนึ่งในสมาชิกของชมรมที่เข้ามาร่วมตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ด้วยความต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ค้นหาข้อมูลที่ต้องการทราบด้วยตัวเอง หลังปลดเกษียณจากนายทหารอากาศคุณลุง เล่าว่า หลังเข้ามาเรียนในหลักสูตรของชมรมใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะจับทิศทางของการใช้คอมพิวเตอร์ เรียนรู้โปรแกรมต่างๆ และค้นหาข้อมูลที่ต้องการทราบผ่านเสิร์ชเอ็นจินกูเกิล
 
"
พอดีเพื่อนๆ ผมรู้จักกับเลขาฯ ของคุณหญิงที่เป็นประธานชมรม แล้วก็เลยชักชวนมาทำกิจกรรมในชมรมนี้ ผมโชคดีที่พิมพ์ดีดได้เลยเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ได้เร็วกว่าเพื่อน ผมคิดว่าการใช้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ โดยเฉพาะการค้นคว้าหาข้อมูลในสิ่งที่เราไม่รู้"

อินเทอร์เน็ตคลายเหงา
 
คุณลุงบอกว่า วันนี้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ทำให้วิถีชีวิตของคน รวมถึงงานต่างๆ พัฒนาไปมากมายเป็นเครื่องช่วยในอาชีพการงาน และการดำรงชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ช่วยคลายความเหงาและได้พบปะเพื่อนๆ
 
"
การใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลอยู่เสมอ ผมเชื่อว่ามันจะช่วยเราพัฒนาสมอง ถ้าเราอายุมากๆ แล้วไม่ได้ใช้สมองเลยจะยิ่งทำให้สมองฝ่อ ปัจจุบันนี้ ในเมื่อการแพทย์ต่างๆ ก้าวไกลก็มีหยูกยาให้เราได้รักษาชีวิตให้อยู่ได้นานขึ้น แต่ส่วนของสมองเราก็ต้องพัฒนาด้วยเช่นกัน มีอยู่ 4 ประเด็น ที่จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และชะลอความแก่เฒ่านั่นคือ1.อาหาร และการออกกำลังกาย2.ไม่เครียด3.การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและ4.การรับรู้สิ่งใหม่"
 
คุณลุงบอกว่า ใน 4 ประเด็นนั้น ข้อที่ 3 และ 4 สามารถหาได้ในชมรมโอพีพีวาย เพราะบรรดาผู้สูงอายุที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรต่างๆ ของชมรม ทุกสัปดาห์จะพบปะทำกิจกรรมร่วมกัน และได้มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า จะเรียนรู้ไม่ได้เหมือนคนรุ่นหนุ่มสาว
 
ปัจจุบันไม่เฉพาะคุณลุงดิเรก แต่เกือบทั้งหมดของนักเรียนสูงวัยเหล่านี้ ต่างมีแอคเคาท์โซเชียล เน็ตเวิร์ค ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ หรือสไกป์ กันอย่างน้อยคนละ 1 แอคเคาท์

ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย
 
ขณะที่ "คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช" ประธานชมรมโอพีพีวาย เล่าว่า ชมรมโอพีพีวายก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ได้เรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนานและเป็นกันเอง โดยครูผู้สอนที่เชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการสอนผู้สูงวัย ซึ่งตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา ชมรมได้พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยตลอดเวลา รวมทั้งปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนให้ทันสมัยตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิก
 
"
ชมรมโอพีพีวายเป็นการเพิ่มทางเลือกที่จะบันดาลความสุขให้แก่ผู้สูงวัย และลดช่องว่างระหว่างวัยกับลูกหลาน ปัจจุบันมีสมาชิกรวมแล้วประมาณ 3,700 คน ส่วนสมาชิกที่มีอายุมากที่สุด คือ 86 ปี" คุณหญิงชัชนี เล่า

ขอบคุณข้อมูลจาก :กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

หมอเตือนอันตรายใช้ไม้ปั่นหู แคะหู เสี่ยงหูหนวก

หมอเตือน “อันตรายใช้ไม้ปั่นหู แคะขี้หู” เสี่ยงหูหนวก แก้วหูทะลุ เผยที่สถาบันบำราศฯ พบผู้ป่วยหูอื้อเพราะขี้หูอุดตันเหตุจากใช้คัดตอนบัดขนาดใหญ่ปั่นในรูหู เดือนละกว่า 100 ราย


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรค หู คอ จมูก เตือนอันตรายการใช้ไม้ปั่นหู แคะขี้หู เสี่ยงหูอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะบริการแคะหูในร้านตัดผมชาย อาจติดเชื้อจากเครื่องมือที่ไม่สะอาด เสี่ยงแก้วหูทะลุ หูหนวกได้ ชี้ขี้หูมีประโยชน์ ไม่ใช่สิ่งสกปรก ในการดูแลความสะอาดรูหู ให้ใช้สำลีหรือผ้าขนหนูนุ่มๆ ชุบสบู่หรือน้ำ เช็ดเบาๆที่บริเวณใบหู หลีกเลี่ยงการใช้ไม้พันสำลีเช็ดในรูหู เพราะจะดันขี้หูเข้าไปลึก เกิดปัญหาขี้หูอุดตันทำให้หูอื้อ และชี้หากมีอาการผิดปกติ เช่นเจ็บปวดบริเวณหู ได้ยินไม่ชัดเจน ขอให้ไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาหยอดหูเอง

นายแพทย์ทัตเทพ บุณอำนวยสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรค คอ หู จมูก ประจำสถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการใช้ไม้แคะหูเมื่อคันหู หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดในรูหูหลังอาบน้ำหรือสระผม โดยเฉพาะตามร้านตัดผมชายซึ่งมีบริการหลังตัดผม ว่า การใช้ไม้แคะหู ใช้ขนไก่ หรือใช้ไม้พันสำลี แคะ ปั่น หรือแหย่เข้าไปในรูหูเพื่อแก้คันหรือเพื่อเอาน้ำ เอาขี้หูออกมา เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เนื่องจากอาจทำให้ขี้หูเข้าไปอุดตันในรูหู หรือเกิดอันตรายต่อผิวหนังในรูหู เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค หรือแก้วหูทะลุได้ โดยเฉพาะการใช้บริการแคะหูในร้านตัดผมชายนั้นไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาดมาแคะหู จะทำให้เกิดอันตรายในขณะแคะหู และติดเชื้อจากเครื่องมือไม่สะอาด ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือหากแคะลึกเกินไป อาจทำให้แก้วหูทะลุได้

นายแพทย์ทัตเทพกล่าวต่อว่า หูของคนเราตามปกติแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ1.หูชั้นนอก เริ่มตั้งแต่ใบหู เข้าไปช่องหูและแก้วหู ซึ่งแก้วหูนั้นเป็นเนื้อเยื่อที่มีความบอบบางมาก หนาประมาณ 0.1 มิลลิเมตร 2.หูชั้นกลางเป็นส่วนที่อยู่ติดจากแก้วหูมีลักษณะเป็นห้องเล็กๆ และมีท่อเชื่อมกับทางด้านหลังจมูกเพื่อประบความดันได้ มีกระดูกนำเสียง 3 ชิ้น และ3.หูชั้นใน ซึ่งอยู่ส่วนในสุด มีอวัยวะประสาทสัมผัส 2 อย่างฝังอยู่ในกระดูกที่แข็งแรงมาก คือ อวัยวะทำหน้าที่รับเสียง และอวัยวะทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว โดยที่หูชั้นนอกจะมีขี้หู ซึ่งเกิดจากขี้ไคลที่ผสมกับน้ำที่อยู่ในต่อมที่อยู่ในหู ทำหน้าที่ดักฝุ่นละออง สิ่งแปลกปลอมต่างๆ และมีกลิ่นเฉพาะ ดังนั้นขี้หูจึงไม่ใช่สิ่งสกปรกแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องแคะหรือปั่นออกมาเพราะโดยธรรมชาติขี้หูจะค่อยๆเลื่อนออกมาเอง แต่คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่าขี้หูเป็นสิ่งสกปรกและพยายามแคะออกเพื่อให้หูสะอาด

นายแพทย์ทัตเทพกล่าวต่อว่า การทำความสะอาดรูหูโดยใช้แอลกอฮอล์ชุบไม้พันสำลีเพื่อเช็ดทำความสะอาดในรูหูก็ไม่ควรทำ เพราะแอลกอฮอล์ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคเท่านั้น แต่จะทำให้ผิวหนังบริเวณรูหูแห้ง หากแอลกอฮอล์ไหลเข้าไปถึงบริเวณหูชั้นกลางที่มีแผลถลอกอยู่แล้ว ก็จะเกิดการระคายเคืองและการอักเสบตามมา ทำให้เป็นหูน้ำหนวกได้ นอกจากนี้ การใช้ไม้พันสำลีหรือคอดตอนบัด (Cotton bud) เข้าไปเช็ดทำความสะอาดภายในรูหูก็ไม่ควรทำเช่นกัน เพราะผิวหนังในรูหูบางมาก จะทำให้เป็นแผลถลอกในรูหู เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ พอแผลเริ่มหายมักจะเกิดอาการคัน และเมื่อมีอาการคัน ก็มักจะใช้ไม้แคะหูแก้อาการคัน กระทำวนเวียนกันไป ทำให้เกิดอาการหูอักเสบเรื้อรัง หรือบางคนใช้ไม้คอดตอนบัดปั่นลึก ก็อาจทำให้แก้วหูทะลุ มีอาการปวดในหูได้

นายแพทย์ทัตเทพกล่าวต่อไปว่า หากใช้คอดตอนบัดที่มีขนาดใหญ่หรือเท่ากับรูหู เข้าไปปั่นในรูหู เท่ากับว่าเป็นการดันขี้หูให้ลึกลงไปอีก ทำให้กลไกที่ขี้หูจะดันออกมาตามธรรมชาติเสียไป เกิดปัญหาขี้หูอุดตัน การได้ยินเสียงไม่ชัดเจนเหมือนปกติ ต้องมาพบแพทย์เพื่อหยอดยาและดูดขี้หูออกมา ซึ่งถ้าผู้ทำไม่มีความชำนาญก็เสี่ยงต่อหูน้ำหนวกได้ โดยที่สถาบันบำราศนราดูรพบผู้ป่วยประเภทนี้ได้เดือนละประมาณ 100 กว่าราย

ทั้งนี้ วิธีการทำความสะอาดหูอย่างถูกวิธีและไม่เป็นอันตรายนั้น ขอให้ทำความสะอาดเฉพาะใบหูและบริเวณปากรูหู โดยใช้สำลีหรือผ้าขนหนูนุ่มๆ ชุบสบู่หรือน้ำ เช็ดเบาๆบริเวณใบหู และขณะอาบน้ำ สระผม ขอให้ระวังอย่าให้น้ำเข้าไปในรูหู หากรู้สึกว่ามีน้ำเข้าหูบ่อย ควรป้องกันโดยใช้สำลีปั้นเป็นก้อนขนาดประมาณหัวแม่มืออุดหูก่อนอาบน้ำสระผม ในกรณีของเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรใช้คอดตอนบัดทำความสะอาด เพราะเด็กมีรูหูที่ตื้น ก่อนอาบน้ำให้เด็กขอให้ใช้สำลีอุดหูเพื่อป้องกันน้ำเข้าหู ถ้าเกิดความผิดปกติแนะนำให้ไปพบแพทย์

“สิ่งที่คนเรามองข้ามไปเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหู คือ ไม่ควรฟังเพลงเสียงดังนานเกินไป จะทำให้เกิดโรคหูตึงไปจนถึงหูดับถาวร ข้อจำกัดในการอยู่ในที่เสียงดังคือ ถ้าอยู่ในที่ที่มีเสียงดังตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไป ไม่ควรอยู่นานเกินวันละ 8 ชั่วโมง และต้องมีเครื่องป้องกันเสียงสวมครอบหูไว้ด้วย รวมทั้งหากเกิดอาการเจ็บ ปวดบริเวณหู หรือได้ยินเสียงไม่ชัดเจน ไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง ขอให้มาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาให้ตรงตามโรคและถูกวิธี” นายแพทย์ทัตเทพกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก :  สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข

รักษาทันทีโดยไม่ต้องถามสิทธิ

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2555 สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดการประชุมชี้แจงเพื่อเตรียมคววามพร้อมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 ภายใต้นโยบาย เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน”  โดย นพ.ไพจิตร วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวถึงนโยบาย 3 กองทุนสุขภาพ ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1เม.ย.นั้น ในส่วนของหน้างานอย่างศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง จะต้องมีการชี้แจงให้เข้าใจอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นอยากฝากว่า ในระยะแรกอาจต้องมีการทำความวามเข้าใจกับประชาชน โดยหากมีกรณีที่ไม่แน่ใจ ให้ประสานมาที่สายด่วน 1669 ได้ แต่ทั้งนี้ขอย้ำว่าให้ยึดหลักการคือให้รักษาไปก่อน โดยไม่ต้องถามสิทธิ์เพราะคนที่มาผิด เช่น ผู้ป่วยไม่วิกฤติมาก ระบบค่าใช้จ่ายอาจไม่มากอยู่แล้ว  

อยากให้ทุกโรงพยาบาลจัดทำป้ายชี้แจงว่าผู้ป่วยวิกฤติ ผู้ป่วยฉุกเฉิน มีอาการอะไรบ่งชี้ได้บ้าง และในวันนี้จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ในส่วนของเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ตนไม่เป็นห่วงเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่อาจมีข้อกังวลบ้างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากมีโรงพยาบาลสังกัดในหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ทบวงมหาวิทยาลัย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ได้ทำความเข้าใจและมีแนวทางการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันแล้วนพ.ไพจิตรกล่าว

การดำเนินการดังกล่าวหวังว่าจะทำให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด  และหากเรื่องผู้ป่วยฉุกเฉินผ่านไปด้วยดี ก็คงจะมีการพัฒนาในเรื่องสุขภาพด้านอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย อาทิ โรคไต  ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศให้มีความก้าวหน้าและเท่าเทียมในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งท้ายที่สุดประโยชน์ก็ตกอยู่กับประชาชน

ส่วนข้อกังวลในเรื่องระบบการส่งต่อที่อาจมีปัญหาใน 3 กองทุนนั้น นพ.ไพจิตร กล่าวว่า เรื่องนี้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว อาทิ สายด่วน 1669 จะเป็นหน้างานด่านแรกที่จะรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ต่อมาคือสายด่วน 1330 ที่จะดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ และ Clearing House  ส่วนระบบส่งต่อเมื่อผู้ป่วยรักษาจนพ้นระยะฉุกเฉินแล้ว กระทรวงสาธารณสุขจะรับหน้าที่ดูแลต่อไปรักษาตามสิทธิ์  ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็เช่นกัน ไม่หนักใจ และคิดว่าคงไม่กระทบต่อค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน  เพราะในเรื่องวิชาชีพทางการแพทย์ชีวิตผู้ป่วยถือว่าสำคัญที่สุด

นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่าผู้ป่วยฉุกเฉินนสำหรับคำนิยามของผู้ป่วยฉุกเฉินจะยึดเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน  พ.ศ.2551  คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรค ได้รับบาดเจ็บ  หรือมีอาการที่อาจคุกคามต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ ได้แก่ หัวใจ สมอง ทางเดินหายใจ ที่จำเป็นต้องดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ มิเช่นนั้นอาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที อาทิ หัวใจหยุดเต้น หอบหืดขั้นรุนแรง  มีการเขียวคล้ำของปากและเล็บมือ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว  สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นหลอดลมทั้งหมด  อุบัติเหตุรุนแรงบริเวณใบหน้าและลำคอ  มีเลือดออกมาก  ภาวะช็อกจากการเสียเลือด หรือขาดน้ำอย่างรุนแรง  แขน ขา อ่อนแรงพูดไม่ชัดเฉียบพลัน   ชักตลอดเวลาหรือชักจนตัวเขียว  มีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ถูกสารพิษ สัตว์มีพิษกัด หรือได้รับยามากเกินขนาด ถูกสุนัขกัดบริเวณใบหน้าและลำคอ เป็นต้นอย่างไรก็ตามอาการฉุกเฉินนอกเหนือจากนี้หรือไม่แน่ใจ สามารถโทรแจ้งที่สายด่วน 1669 เพื่อขอคำปรึกษาและรับการช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉิน บริการฟรีทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง   

นโยบายดังกล่าวจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ตามความจำเป็นอย่างทันท่วงที รวมถึงทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องกังวลกับภาระค่าใช้จ่าย หรือมุ่งไปรับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ แต่ถือเอาความจำเป็นของอาการการเจ็บป่วยที่รุนแรงและจะเป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นสำคัญ จึงถือว่าเป็นประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริงเลขาธิการ สพฉ.กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลต์

สธ รณรงค์งดกินปลาร้าดิบป้องกันมะเร็งตับ ท่อน้ำดี

         

             น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า โรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีเป็นปัญหารุนแรงในภาคอีสาน มีอัตราป่วยและอัตราตายสูงที่สุดในโลก พบได้ 30-40 คน ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งได้ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขในส่วนกลางและใน 20 จังหวัดอีสาน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ( สปสช.)  ผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ( มข.) และผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมผลักดันโครงการแก้ไขนี้ ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และจะขอให้ประกาศเป็นวาระของภาคอีสาน เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มแนวคิดแก้ไขปัญหาดังกล่าว


           น.พ.สุรวิทย์ กล่าวว่า จากสถิติในปี 2553 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้งหมด 58,076 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับ และท่อน้ำดีในตับมากที่สุด 14,008 ราย เป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว และร้อยละ 54 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 7,513 ราย  และในปีเดียวกัน มีผู้ป่วยโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวน 40,373 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 44 อยู่ในภาคอีสาน จำนวน 17,777 ราย  มาตรการแก้ไขเพื่อลดอัตราป่วยจากโรคมะเร็ง กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการ 2 เรื่องใหญ่คือ 1.ร่วมกับ สปสช. โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ ( มข.) รณรงค์ให้ความรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนใน 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีประมาณ 21 ล้านคน ไม่กินปลาเกล็ดดิบ ปลาร้าดิบ รณรงค์ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ค้นหาผู้ป่วยใน 4 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มที่เป็นชาวอีสานแต่กำเนิด กลุ่มที่ตรวจพบไข่พยาธิใบไม้ตับในอุจจาระ กลุ่มที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนใกล้ริมแม่น้ำ ลำคลอง และกลุ่มอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ชาย ซึ่งพบป่วยจากโรคดังกล่าวมากในอัตรา 200 ต่อประชากร 100,000 คน  2 ค้นหาผู้ป่วยเข้ารักษาตั้งแต่เริ่มเป็นโรคใหม่ๆโดยจะเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชนในภาคอีสานประมาณ 300 แห่ง  ให้สามารถตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการได้และส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาล (รพ.) 7 แห่ง ได้แก่ รพ.ร้อยเอ็ด รพ.ขอนแก่น รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี รพ.อุดรธานี รพ.มหาราชนครราชสีมา รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และรพ.จุฬาภรณ์ กทม. ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลเกินกว่าร้อยละ 50 โอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
443352
TodayToday119
YesterdayYesterday222
This_WeekThis_Week1310
This_MonthThis_Month4083
All_DaysAll_Days443352
3.227.249.234