agingthai

ฟิตสมองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน

news img 437423 1

              หลีกหนีความจำเจ ด้วยอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ได้ชื่อว่า ดีต่อสุขภาพร่างกายและสมอง การันตีได้จากงานวิจัยในวงการโภชนาการ  ระบุว่า ผู้ที่บริโภคอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีความเสี่ยงน้อยที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์
 อาหารของกลุ่มประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (อิตาลี , ฝรั่งเศส, กรีก, สเปน) และแถบคาบสมุทรไซบีเรีย (รัสเซีย) เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำไม่ทำให้อ้วนอีกทั้งยังมีสมบัติพิเศษช่วยชะลอความชรา  ผู้คนแถบนี้จึงสุขภาพดี ห่างไกลจากโรค


          ศัลยา  คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหาร เจ้าของงานเขียน “อาหารต้านอัลไซเมอร์” อธิบายว่าอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนจะประกอบไปด้วยพืชผักใบเขียว ผลไม้ ถั่ว ปลา หรือธัญพืชต่าง ๆ อีกทั้งยังมีน้ำมันมะกอกเป็นส่วนประกอบในอาหารค่อนข้างมาก  น้ำมันมะกอกมีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์กับร่างกายสูงถือเป็นไขมันชั้นดี จึงสามารถควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด  ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบได้

          ส่วนแหล่งโปรตีนหลักมาจากปลาทะเลและอาหารทะเลต่างๆ ซึ่งมีไขมันน้อยกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นเป็นแหล่งของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ชนิด โอเมก้า 3 (omega-3 polyunsaturated fat) และสารประกอบเชิงซ้อนสายโซ่ยาวของไขมันนี้มีส่วนช่วยในการทำงานของหัวใจ เพราะช่วยยับยั้งการอักเสบและมีสมบัติในการขยายหลอดเลือด จึงรักษาระบบการไหลเวียนของเลือดให้คงที่

          “คนเมดิเตอร์เรเนียนจะจำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ (เนื้อแดง) ด้วยการรับประทานไม่เกินเดือนละ 1-2 ครั้ง  บริโภคปลาหรือสัตว์ปีกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง”

          พร้อมทั้งยังมีเครื่องเทศที่จัดเป็นยาสมุนไพรหลากหลาย เช่น โรสแมรี่  ออริกาโน่ นิยมใช้ แทนเกลือและส่วนผสมอื่นๆ ในการปรุงแต่งรสชาติอาหาร

          จากผลการศึกษางานวิจัยของกรีซ นักกำหนดอาหาร พบว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีสารโคลีน (choline) สูง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่พบในเนื้อเยื่อหุ้มเซลล์สมองและสารเคมีในสมองที่ชื่อว่า “แอซิทิลโคลีน” (Acetylcholine) เป็นสารสื่อประสาท ที่ถูกหลั่งจากปลายประสาท มีคุณสมบัติทั้งในด้านการกระตุ้นและยับยั้งระบบประสาท  มีหน้าที่ควบคุมความจำ  แถมยังมีสารเบทาอีน (betain) เป็นสารในกลุ่มกรดอะมิโน ช่วยทำให้ระบบการทำงานของตับแข็งแรงขึ้น โดยปลดปล่อยอนุพันธ์ทางเคมีที่เรียกว่า “กลุ่มเมทธิล” ซึ่งจำเป็นต่อปฏิกิริยาขับสารพิษ  สารเบทาอีนช่วยรักษาขนาดของเซลล์และสมดุลของ ของเหลวภายในเซลล์ จึงช่วยปกป้องเซลล์ตับจากสารมลพิษได้ 

             ศัลยา ผู้เชี่ยวชาญด้านกำหนดอาหาร  แนะนำว่า ควรใช้แนวทางบริโภคอาหารเมดิเตอร์เรเนียนในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นกันที่เลือกใช้น้ำมันมะกอกแทนเนยมาร์การีน เพราะน้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยแหล่งของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ อีกทั้งยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งวิตามินอี แต่ไม่ควรใช้เยอะจนเกินไป สำหรับคนที่ต้องการประหยัดเลือกใช้น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันโคโนลา หรือน้ำมันรำข้าว

          ถัดมาต้องบริโภคผักให้มากขึ้น โดยเฉพาะมะเขือเทศ ยิ่งเมื่อนำมาปรุงด้วยการให้ความร้อนในการทำซอสมะเขือเทศจะทำให้เพิ่มปริมาณของ “ไลโคพีน” ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระหลัก จากการสำรวจพบว่า คนเมดิเตอร์เรเนียนรับประทานวันละครึ่งกิโลกรัม  

          ควรเลือกบริโภคปลา หรือสัตว์ปีกแทนเนื้อแดง แล้วหันมาบริโภคถั่วชนิดต่างๆ เพราะมีเส้นใยอาหาร และสารอาหารโปรตีนสูง  บริโภคผลไม้แทนขนมหวานเพราะผลไม้ให้พลังงานต่ำ มีเส้นใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยป้องกันโรคและชะลอความเสื่อมให้กับร่างกายรวมทั้งสมอง ซึ่งมีงานวิจัยมากมายสนับสนุน และล่าสุด งานวิจัยในชิคาโก ระบุว่า ผู้ที่รับประทานผักวันละ 2 ถ้วยตวง (4 ทัพพี) ช่วยชะลอการถดถอยของสมองได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานผักวันละไม่ถึงทัพพี 


          จึงไม่น่าแปลกใจที่อาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนจะกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนที่รักสุขภาพและต้องการปกป้องสมองให้แข็งแรงไม่เสื่อมก่อนเวลาอันสมควร

ขอบคุณข้อมูลจาก: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

หอมแดง หอมฉุน แก้หวัด

พืชผักคู่ครัวคนไทยมาแต่โบราณ อย่าง "หอมแดง" นับวันคนไทยจะรู้จักหอมแดงไทยน้อยลง เนื่องจากวิถีชีวิตอาหารสำเร็จรูปเข้ามาแทนที่

โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับการผลิต การเก็บรักษา และการตลาดหอมแดงแบบครบวงจรภายใต้แนวคิดทางการตลาด เพื่อรองรับการเปิดตลาดการค้าเสรีของไทยกับต่างประเทศ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความสนับสนุนของกองทุนFTAกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เด็กรุ่นใหม่บางคนอาจจะไม่รู้จักหอมแดงเสียด้วยซ้ำ และถึงแม้จะเห็นหอมแดงหัวโตๆ วางขายอยู่ดาษดื่น แต่รู้ไหมว่าหอมแดงที่เห็นนั้นไม่ใช่หอมแดงไทย!!

แต่ก็ซื้อมาใช้ปรุงอาหารโดยเข้าใจว่าหัวใหญ่ดี ทำให้การหั่น ซอย ง่ายกว่าหอมแดงหัวเล็ก  ซึ่งจริงๆ แล้วหอมแดงไทยที่เราคิดว่าหัวเล็กนั้น มีกลิ่นหอมฉุนกว่า เนื้อกลับบางสวยเมื่อหั่น ซอยออกมาใช้สด ซึ่งเหมาะกับการทำอาหารไทยมากกว่ามากมายนัก ซึ่งพันธุ์หอมแดงที่นิยมปลูกในบ้านเรา ได้แก่ หอมบั่ว พันธุ์พื้นเมืองภาคเหนือที่มีเปลือกนอกสีเหลืองปนส้ม กลิ่นไม่ฉุนจัด ซึ่งตรงข้ามกับอีกพันธุ์ที่มีกลิ่นฉุนจัดกว่า อย่างหอมแดงศรีสะเกษ เปลือกนอกสีม่วงปนแดง

          หอมแดงเป็นพืชผักที่คนไทยรู้จักและนิยมบริโภคกันมานาน เห็นได้จากทุกครัวไทยจะต้องมีหอมแดงเตรียมไว้เสมอเนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารไทยแทบทุกชนิด

           บ้างเพื่อใช้แต่งกลิ่นอาหารคาวหลายอย่าง บ้างเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงและน้ำพริกทุกชนิด น้ำยำ ต้มยำ และอาหารประเภทยำ ลาบ เมี่ยง หลน อาจาด ข้าวแช่ ซอสมะขาม รวมทั้งใช้ทำหอมเจียวโรยหน้าอาหารให้มีกลิ่นหอม หรือแม้แต่อาหารจานหลักของคนไทยคือ ไข่เจียว ก็ยังมีการซอยหอมแดงใส่ก่อนเจียวเพื่อให้มีรสชาติ หอม อร่อยอีกด้วย รวมถึงประกอบอาหารหวาน เป็นต้น

          โดยเฉพาะน้ำพริก ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานแบบเป็นน้ำพริก มีเครื่องเคียง เช่น น้ำพริกนรก น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกเผา น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง น้ำพริกข้าวซอย น้ำพริกตาแดง น้ำพริกมะขาม น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกเห็ดหอม น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกลงเรือ ตลอดจนเป็นส่วนผสมหลักของพริกแกง เครื่องแกงสำเร็จรูป น้ำพริกแกงส้ม ผงปรุงรส เป็นต้น

         หอมแดงยังมีการนำมาแปรรูปอีกหลากหลายเช่นหอมแดงเจียวหรือทอด ซึ่งหลายประเทศนิยมนำไปใช้โรยบนอาหารอื่นๆ เช่น ข้าวผัด ข้าวต้ม โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเปียก กวยจั๊บ และเส้นพาสต้า หอมแดงป่นใช้ทำเป็นเครื่องเทศ ผงปรุงรสหอมแดงอบแห้งหอมแดงดอง โดยนำหอมมาดองในน้ำส้มสายชูเพื่อรับอาหารเป็นอาหารว่าง เพื่อใช้รับประทานร่วมกับอาหารประเภทปิ้งย่าง  หรือทำเป็นหอมผง ใช้เป็นเครื่องเทศสำหรับปรุงรสในการปรุงอาหารหอมแดงแช่กระป๋องหอมแดงแช่แข็ง

ส่วนทางด้านการแพทย์ทางเลือก ได้มีการนำหอมแดงมาใช้ประโยชน์เป็นสมุนไพร เนื่องจากมีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาโรคโลหิตคั่งในเส้นเลือดแดงแก้หวัดแก้คัดจมูก แก้หอบหืด แก้ท้องอืด แก้บวมน้ำ ขับลม ช่วยย่อยและช่วยให้เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อร้ายและแก้อาการอักเสบโดยทำลายโปรตีนที่เป็นสาเหตุทำให้โลหิตคั่งได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

บ้านที่ชอบปิ้ง ย่าง อ่านทางนี้ถ้าไมอยากเป็นโรค

       ในยุคสมัยนี้ ถึงแม้รูปแบบการรับประทานอาหารจะถูกแทนที่ด้วยมื้ออาหารนอกบ้านมากขึ้น แต่ในหลาย ๆ ครอบครัว เราเชื่อว่า ยังคงมีภาพการล้อมวงนั่งทำอาหารกินกันเองอยู่บ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หลายบ้านเลือกที่จะอยู่พร้อมหน้าเพื่อตั้งเตากินจิ้มจุ่ม หรือไม่ก็ตั้งวงกินหมูกะทะกันอย่างเอร็ดอร่อย
       
       แต่ความอร่อยในแบบฉบับครอบครัวปิ้งย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังก็คือ กระบวนการปรุงอาหารที่อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้ หรือแม้กระทั่งอาหารที่ผ่านกระบวนการทอด เช่น หมูทอด ไก่ทอด หรืออาหารที่ผ่านการต้มเคี่ยวเป็นเวลานาน ๆ เช่น การตุ๋นไก่ ตุ๋นเนื้อเปื่อย ขาหมู ก็ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เช่นกัน
       
       กัลยารัตน์ เครือวัลย์ นักวิชาการสถาบันโภชนาการ ม.มหิดลให้ความรู้ว่า การรับประทานอาหารปิ้งย่างอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปแล้วสารก่อมะเร็งในอาหารที่ถูกรับประทานเข้าไปจะถูกดูดซึมแล้วไปที่ตับ ดังนั้นตับจึงถือเป็นปราการด่านแรกที่ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงสารพิษ ทำให้ตับเป็นอวัยวะที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษมากที่สุด
       
       "อาหารประเภทปิ้งย่าง รมควัน เช่น หมูย่าง ไก่ย่าง ปลาย่าง บาร์บีคิว หมูกะทะ เนื้อย่าง ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เนื่องจากไขมันที่ติดอยู่กับเนื้อสัตว์หยดลงไปบนถ่านระหว่างที่มีการปิ้งย่างอาหารแล้วเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของไขมัน จึงเกิดเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า โพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือเรียกสั้น ๆ ว่าพีเอเอชลอยขึ้นไปเกาะที่ผิวอาหารพร้อมกับควันดำ ซึ่งพบปริมาณมากบริเวณที่ไหม้เกรียมมีสีดำของอาหาร"
       
       นอกจากนี้ กระบวนการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง สามารถทำให้เกิดสารก่อมะเร็งอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า เฮ็ตเตอโรไซคลิกเอมีน หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเอชซีเอที่เกิดจากสารในเนื้อสัตว์ (ครีเอตีน น้ำตาล และกรดอะมิโน) ทำปฏิกิริยากัน ซึ่งปริมาณของสารเอชซีเอนั้นขึ้นอยู่กับระดับความร้อนกับระยะเวลาที่ใช้ในการปรุงอาหารเป็นสำคัญ นอกจากนี้สารเอชซีเอยังสามารถพบได้ในอาหารประเภทที่มีการต้มเคี่ยวนาน ๆ เช่น เนื้อตุ๋น ไก่ตุ๋น ขาหมู หมูตุ๋น และพบในอาหารทอดเช่น หมูทอด ไก่ทอดได้เช่นกัน
       
       ดังนั้น การหาวิธีปรุงอาหารเพื่อลดการเกิดสารก่อมะเร็งจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะบ้านที่ชอบตั้งวงปิ้งย่างกันบ่อย ๆ วันนี้เรามีคำแนะนำ และข้อปฏิบัติบางประการในการปรุงอาหารให้ห่างไกลโรคมะเร็งมาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันครับ
       
       1. ปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนต่ำ
       
       - นึ่ง ไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง เพราะไม่ได้ใช้ความร้อนโดยตรง คือ ใช้เพียงความร้อนจากไอน้ำเดือด ทำให้อาหารสุก และสามารถรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้ดีที่สุดด้วย
       
       - ลวก ไม่ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง และคุณค่าทางอาหารก็ยังคงดีอยู่แม้ว่าจะทำให้สารประเภทวิตามินบางชนิดสูญเสียไปบ้าง ส่วนข้อดีอีกอย่างของการลวกผักก่อนนำไปผัดไฟแรงอย่างรวดเร็ว สามารถลดปริมาณสารกำจัดศัตรูพืชลงได้อีกด้วย
       
       - ต้ม ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 2 ช.ม.จะยังไม่เกิดสารก่อมะเร็ง
       
       2. ปรุงอาหารโดยใช้เวลาสั้น เช่น เวลาทำการต้ม เคี่ยวอาหารเป็นเวลานาน ๆ ควรใช้หม้อความดันสูงแทนการใช้หม้อธรรมดา เพื่อลดเวลาในการปรุงอาหารลง โอกาสเกิดสารพิษก็จะน้อยลง
       
       3. การปิ้งอาหาร
       
       - ควรห่อหุ้มเนื้ออาหารด้วยกระดาษฟอยล์หรือใบตองเพื่อป้องกันไขมันจากเนื้ออาหารหยดลงไปบนถ่าน
       
       - ใช้เตาไฟฟ้าแทนการใช้เตาถ่าน เพราะสามารถที่จะควบคุมความร้อนได้ดีกว่า
       
       - ตัดส่วนที่เป็นไขมันของเนื้อสัตว์ออกไป
       
       - ระหว่างทำการปิ้ง-ย่างอาหาร ไม่ควรบั้งเนื้ออาหาร และไม่ควรใช้ส้อมจิ้มเนื้ออาหารเพื่อทำการพลิกชิ้นเนื้ออาหาร เพราะจะทำให้ไขมัน น้ำเลือดหยดลงไปบนถ่านเกิดเป็นสารก่อมะเร็งได้ ทางที่ดี ควรทำการพลิกชิ้นเนื้ออาหารด้วยที่คีบอาหารแทน
       
       - อาหารที่ย่างเสร็จให้เลือกส่วนที่ไหม้เกรียมทิ้งออกไปให้มากที่สุดก่อนที่รับประทาน
       
       อย่างไรก็ตาม สารก่อมะเร็งที่เกิดจากกระบวนการปรุงอาหารมีปริมาณไม่มากนักถ้าเรารับประทานเป็นครั้งคราว เนื่องจากร่างกายสามารถที่จะขับสารเหล่านี้ออกไปได้ก่อนที่จะเกิดอันตราย แต่ถ้ารับประทานเป็นประจำทุกวันจะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น
       
       นอกจากนี้ เราสามารถเพิ่มความสามารถในการขับสารพิษต่าง ๆ ออกไปจากร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้นด้วยการรับประทานผัก ผลไม้ ซึ่งอุดมไปด้วยใยอาหารซึ่งทำให้การเคลื่อนที่ของกากอาหารในลำไส้ออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ทำให้สารพิษที่อาจมีอยู่ในทางเดินอาหารมีโอกาสดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยลง อย่างผักบางชนิดเช่น ผักตระกูลกระหล่ำ เช่น ดอกกระหล่ำ กระหล่ำปลี บรอคโคลี มีสารบางอย่างที่ช่วยให้ระบบทำลายสารพิษทำงานได้มากขึ้น
       
       ทางที่ดี เวลารับประทานอาหารปิ้ง ย่าง ไม่ว่าจะเป็นปลาดุกย่าง ไก่ย่าง คอหมูย่าง ควรรับประทานคู่ไปกับส้มตำ เพราะผักแกล้มส้มตำนั้นจะมีกระหล่ำปลีอยู่ หรือรับประทานควบคู่ไปกับยำต่าง ๆ ที่อุดมไปด้วยผักมากมายก็สามารถลดการเกิดอันตรายจากสารก่อมะเร็งจากการรับประทานปิ้งย่างดังกล่าวได้
       
       ดังนั้น มีความสุขกับความอร่อยร่วมกันแล้ว ต้องอร่อยแบบมีสุขภาพดีกันด้วยนะครับ

 ขอบคุณข้อมูลจาก :  ASTVผู้จัดการออนไลน์

แบบประเมินความพิงพอใจ

ดีมาก - 90.9%
ดี - 9.1%
พอใช้ - 0%
ต้องปรับปรุง - 0%

Total votes: 44
443176
TodayToday165
YesterdayYesterday177
This_WeekThis_Week1134
This_MonthThis_Month3907
All_DaysAll_Days443176
3.85.245.126